วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แผนธุรกิจ กับ SMEs ตอน....แนวคิดของแผนธุรกิจที่ดี

รัชกฤช คล่องพยาบาล
ที่ปรึกษา ส่วนบริการปรึกษาการเงินและการร่วมลงทุน
ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

หลังจากกล่าวถึงหน้าที่ของแผนธุรกิจไปในตอนที่แล้ว ในตอนนี้จะกล่าวถึงเรื่องของแนวคิดของแผนธุรกิจที่ดี (Concept of good business plan) ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการที่จะบอกได้ว่าแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นมานั้นจัดเป็นแผนธุรกิจที่ดีหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นสำหรับการขอรับการสนับสนุนทางการเงิน สำหรับการประกวดแข่งขัน หรือสำหรับการเรียนการสอนของนักศึกษาก็ตาม โดยถ้าเป็นแผนธุรกิจที่ดีก็ควรจะมีหลักแนวคิดเดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งถ้าผู้เขียนแผนธุรกิจเข้าใจแนวคิดดังกล่าวอย่างถูกต้อง ก็จะสามารถเขียนหรือจัดทำแผนธุรกิจที่ถือว่าเป็นแผนธุรกิจที่ดีได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนมีแนวคิดเกี่ยวกับการที่จะระบุว่าแผนธุรกิจนี้อยู่ในเกณฑ์ดีหรือไม่ จากเกณฑ์พิจารณา 5 ประการ ซึ่งคล้ายคลึงกับเกณฑ์ 5Cs ในการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารหรือสถาบันการเงิน อันประกอบด้วย Character (คุณลักษณะ), Credit (ความน่าเชื่อถือ), Capacity (ความสามารถในการดำเนินการหรือความสามารถในการผ่อนชำระ), Collateral (หลักประกัน) และ Condition (เงื่อนไข) แต่ในปัจจุบันอาจต้องเพิ่ม C ที่หกเข้าไปประกอบก็คือ Capital (ทุน) คือ ผู้ประกอบการในปัจจุบันควรจะต้องมีเงินทุนของตนเอง ซึ่งทุนในความหมายนี้ควรจะหมายถึงทุนที่เป็นเงินสด คือ Capital = Cash เพราะการให้วงเงินสินเชื่อในปัจจุบันจากธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้น จะพิจารณาในส่วนเงินทุนของผู้ประกอบการในการให้วงเงินสินเชื่อ ตามสัดส่วนทุนของผู้ประกอบการที่มีอยู่ โดยจุดหนึ่งในการพิจารณาคือผู้ประกอบการมีเงินสดในมือเพียงพอหรือไม่ เพราะสัดส่วนสินเชื่อที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะอนุมัติให้ อาจจะอยู่ระหว่าง 60%-80% ของมูลค่าการลงทุน ซึ่งส่วนที่เหลือ 20%-40% นั้นผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ออกทุนด้วยตนเอง โดยทุนในส่วนที่ไม่ใช่เงินสด เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์ ก็จะถูกใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) ไปแล้วนั่นเอง สำหรับเกณฑ์ 5Cs ที่ผู้เขียนจะใช้พิจารณาว่าแผนธุรกิจที่ดีควรจะมี หรือเป็นแนวคิดเบื้องต้นสำหรับแผนธุรกิจที่ดีจะประกอบด้วย
C – Communicate
C – Commercial
C – Competitive
C – Correct
C – Clear

Communicate

ความสามารถในการสื่อสารหรือการสร้างความเข้าใจ (Communication) สามารถถือได้ว่าเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของแผนธุรกิจ จากที่ได้เคยกล่าวมาแล้วเกี่ยวกับหน้าที่ของแผนธุรกิจ ที่ต้องสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการในการวางแผนดำเนินงานของธุรกิจ และผลที่เกิดขึ้นจากการวางแผนนั้น หรือการแปลงความคิดในสมองของผู้ประกอบการออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการแปลงจากนามธรรมมาสู่รูปธรรม ซึ่งถ้าผู้ประกอบการหรือผู้เขียนแผนไม่สามารถถ่ายทอด หรือให้รายละเอียดของความคิดของตนออกมาได้ ก็เป็นการยากที่จะทำให้ผู้อื่นเชื่อได้ว่าธุรกิจนี้มีการวางแผนที่ดี เพราะแม้แต่เจ้าของความคิดยังไม่สามารถระบุ หรือไม่เข้าใจแม้แต่สิ่งที่ตนเองวางแผนไว้ได้ แล้วจะให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างไร แต่ถ้าผู้ประกอบการสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ก็แสดงว่าอย่างน้อยก็มีความเข้าใจและอาจสามารถสื่อสารได้เป็นเบื้องต้น ดังนั้นแผนธุรกิจที่ดีเมื่ออ่านแล้วผู้อ่านจะเข้าใจในตัวธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจะไม่เข้าใจทั้งหมดอย่างถ่องแท้ อันอาจจะเนื่องมาจากจำนวนหน้าหรือรายละเอียดของแผนธุรกิจที่จำกัด แต่อย่างน้อยผู้อ่านก็พอจะเข้าใจได้ว่า ธุรกิจนี้คือธุรกิจอะไร สภาพตลาดและอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างไร และส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร ธุรกิจมีการวางแผนการบริหารจัดการ แผนการตลาด แผนการผลิต และแผนการเงินอย่างไร รวมถึงมีความน่าสนใจหรือให้การสนับสนุนหรือไม่ โดยไม่ว่าผู้อ่านจะตัดสินใจว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ดีควรได้รับการสนับสนุน หรือเป็นธุรกิจที่ไม่ดีไม่สมควรที่จะเสี่ยงที่จะสนับสนุนหรือควรลงทุนก็ตาม อย่างน้อยผู้อ่านต้องเข้าใจในรายละเอียดของแผนธุรกิจก่อนเป็นอันดับแรก เพราะจุดบกพร่องสำคัญที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับแผนธุรกิจที่พบอยู่เสมอ คืออ่านแล้วไม่เข้าใจในข้อมูลสำคัญต่างๆ ตามที่ผู้อ่านคาดหวังหรือต้องการทราบเกี่ยวกับธุรกิจ ซึ่งถ้าแผนธุรกิจฉบับนั้นไม่สามารถสามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ ผู้อ่านก็มักจะตัดสินใจก่อนเลยเป็นเบื้องต้นว่าแผนธุรกิจนั้นเป็นแผนธุรกิจที่ไม่ดี หรือธุรกิจดังกล่าวเป็นธุรกิจที่ไม่ดี และจะไม่ให้ความสนใจในที่สุด แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วธุรกิจนั้นอาจเป็นธุรกิจที่ดีมีอนาคต หรือผู้ประกอบการมีความสามารถในการบริหารจัดการ ให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ถ้าได้มีโอกาสดำเนินธุรกิจก็ตาม นอกจากนี้ในเรื่องของการสื่อสารที่ผ่านตัวเอกสารแผนธุรกิจแล้ว ยังเป็นเรื่องของการสื่อสารผ่านตัวผู้ประกอบการเองอีกด้วย เนื่องจากไม่เคยมีการอนุมัติหรือให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการ โดยการพิจารณาเฉพาะตัวเอกสารแต่อย่างเดียว การสื่อสารผ่านตัวผู้ประกอบการหรือการสัมภาษณ์ก็ถือเป็นประเด็นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน หรืออาจจะถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากกว่าเสียอีก เพราะบ่อยครั้งที่พบว่าแผนธุรกิจที่นำเสนอเป็นแผนธุรกิจที่ดี แต่เมื่อผู้อ่านซึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ หรือคณะกรรมการ สอบถามข้อมูลหรือสัมภาษณ์ผู้ประกอบการเพื่อต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม กลับพบว่าผู้ประกอบการไม่สามารถถ่ายทอดหรือสื่อสารให้เข้าใจได้ หรือเป็นในลักษณะ “พูดไม่รู้เรื่อง” อันอาจเนื่องมาจากผู้ประกอบการไม่ได้เป็นคนเขียนแผนธุรกิจด้วยตนเอง และไม่ได้ทำความเข้าใจในแผนธุรกิจอย่างละเอียด ทำให้ได้รับคำปฏิเสธในที่สุด ดังนั้นพึงระลึกว่าแผนธุรกิจในส่วนที่เป็นเอกสาร เป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการสื่อสารไปยังผู้อ่าน เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจเบื้องต้นและมีความสนใจในธุรกิจ และขอให้ผู้ประกอบการนำเสนอด้วยคำพูดและอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อการพิจารณาในการให้การสนับสนุนในภายหลัง ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ผู้เขียนจะได้นำเสนอโดยละเอียดในโอกาสต่อไป ในหัวข้อเกี่ยวกับการนำเสนอแผนธุรกิจ เนื่องจากถือเป็นจุดบกพร่องสำคัญที่พบอยู่เสมอในเรื่องของแผนธุรกิจ คือผู้เขียนมักมุ่งเน้นในเรื่องของการเขียนให้ครบ เขียนให้ถูกต้องตามหัวข้อ โดยลืมนึกถึงการนำเสนอแผนธุรกิจซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่งที่ผู้อ่านใช้พิจารณาตัดสินใจเกี่ยวกับแผนธุรกิจ ในการเห็นชอบหรือให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการ

Commercial

ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ (Commercial) ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ เพราะแผนธุรกิจเป็นเรื่องของธุรกิจซึ่งต้องเป็นเรื่องจริงมิใช่สิ่งเพ้อฝัน และหลักพื้นฐานของธุรกิจคือการประกอบกิจการเพื่อสร้างผลกำไร ดังนั้นถ้าแผนธุรกิจนั้นไม่สามารถแสดงให้เห็น หรือแสดงได้ไม่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าวว่าธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้จริง หรือมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำเป็นธุรกิจหรือเป็นเชิงพาณิชย์ได้ ก็ถือได้ว่าแผนธุรกิจนี้ยังไม่ดีเพียงพอ เพราะความเป็นไปได้จริงของการดำเนินธุรกิจ หรือการมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ คือสิ่งที่ผู้อ่านคาดหวังเกี่ยวกับทุกๆธุรกิจ โดยสิ่งที่พบในเรื่องความเป็นได้ในเชิงพาณิชย์ที่ปรากฏในแผนธุรกิจ มักจะเป็นแผนธุรกิจจากผู้ประกอบการใหม่ หรือประเภทผลิตภัณฑ์ สินค้า หรือบริการใหม่ มีแนวความคิดใหม่ๆ หรือเป็นธุรกิจที่พัฒนาขึ้นจากทรัพย์สินทางปัญญา หรือจากงานวิจัยต่างๆ กล่าวคือ อาจเป็นผลิตภัณฑ์ สินค้าหรือบริการที่ดี มีนวัตกรรม แต่มักจะพบว่ามีความเป็นไปได้ต่ำที่จะนำมาผลิตในเชิงพาณิชย์ อันเป็นผลจากในเรื่องของการลงทุนเริ่มต้น หรือต้นทุนการผลิตเมื่อจะนำมาผลิตในเชิงอุตสาหกรรม หรือต้องมีการให้ความรู้แก่ตลาดเนื่องจากเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่มีลูกค้ารู้จัก หรือจากการที่มีศักยภาพทางการตลาดต่ำ อันเนื่องจากลูกค้าเป็นลูกค้ากลุ่มเล็กหรือมีลูกค้าน้อยราย หรือเป็นสินค้าที่ขายได้ในวงแคบ ซึ่งอาจต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการขายและบริหารในระดับสูง จนผู้ประกอบการรายเล็กหรือผู้ประกอบการที่ขาดแคลนเงินทุน ไม่สามารถที่จะดำเนินธุรกิจในรูปแบบเพื่อการพาณิชย์ให้เกิดขึ้นจริงได้ รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจไม่ว่าจะมาจากทีมผู้บริหารเอง หรือจากการรับรู้ของลูกค้าในตลาดก็ตาม รวมทั้งแม้ว่าธุรกิจจะมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ แต่ขณะเดียวกันธุรกิจที่ดำเนินการจะต้องมีผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ หรืออยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยตามมาตรฐานของผลตอบแทนในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเดียวกัน จึงจะถือว่าถูกต้องในประเด็นดังกล่าว

Competitive

ความสามารถในการแข่งขัน (Competitive) ก็ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างความแตกต่างหรือความโดดเด่นในแผนธุรกิจที่ได้นำเสนอ โดยปกติแล้วทุกๆธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ในตลาด อย่างน้อยก็ต้องมีธุรกิจที่มีสินค้าและบริการที่มีลักษณะเหมือนกัน คล้ายคลึงกัน หรือสามารถทดแทนกันได้ อยู่ในตลาดหรืออุตสาหกรรมอยู่ก่อนหน้าแล้ว เพราะเป็นการยากหรือแทบจะเป็นไม่ได้เลยว่าจะมีธุรกิจซึ่งไม่มีคู่แข่งขันอยู่เลยในตลาด ยกเว้นแต่ธุรกิจประเภทผูกขาด (Monopoly) หรือธุรกิจของตนนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวจริงๆ (Original Business) ดังนั้นแผนธุรกิจต้องแสดงให้เห็นได้ว่าธุรกิจของตนสามารถแข่งขันกับธุรกิจที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร หรือมีประเด็นใดที่เป็นความสามารถในการแข่งขันของตน (Competitive Edge) โดยประเด็นดังกล่าวนี้มิได้หมายความว่า ธุรกิจจะต้องมีลักษณะในกระบวนการดำเนินการที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง จากกระบวนการดำเนินการของธุรกิจที่มีอยู่โดยทั่วไป เพราะเป็นสิ่งที่พบได้มากในแผนธุรกิจบางแผน ที่ผู้เขียนอาจมีแนวคิดว่าต้องเขียนให้มีความแตกต่างจากธุรกิจประเภทเดียวกัน หรือต้องแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากธุรกิจที่เป็นอยู่ จึงจะสามารถแข่งขันได้หรือเป็นธุรกิจที่ดี เพราะในข้อเท็จจริงแล้วแต่ละธุรกิจก็จะมีองค์ประกอบ หรือกระบวนการอันเป็นข้อจำกัดที่เหมือนๆกันอยู่ ซึ่งไม่ว่าธุรกิจใดก็ตามถ้าดำเนินการในประเภทธุรกิจเดียวกัน ก็จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงหรือเหมือนกันแทบทั้งสิ้น รวมถึงอาจลืมคิดไปว่าสิ่งใดก็ตามที่เขียนขึ้นนั้น มีความจำเป็นที่ต้องมีการลงทุนหรือเกิดค่าใช้จ่ายขึ้น โดยเฉพาะในด้านการตลาดแบบใหม่ๆ ที่มักจะลงทุนสูงในส่วนของค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ แต่สิ่งที่แผนธุรกิจต้องแสดงให้เห็นในส่วนของการแข่งขันนี้ คือ เรื่องของแนวความคิดในการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ (New business idea) ที่แตกต่างและดีกว่าธุรกิจเดิมโดยทั่วไป แต่ถ้าไม่ใช่ธุรกิจใหม่คือเป็นการดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกัน หรือเป็นประเภท Me Too Business แผนธุรกิจก็ควรต้องบอกได้ถึงจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบที่จะทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันกับธุรกิจอื่นที่มีอยู่ในตลาดได้ เพราะถ้าธุรกิจไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ก็หมายความว่า ธุรกิจมีได้มีจุดเด่นเหนือธุรกิจอื่นที่มีอยู่ในตลาด อันจะส่งผลให้ผู้อ่านพิจารณาว่าธุรกิจนี้มีความเสี่ยงในแง่ของการดำเนินการ หรือผู้เขียนแผนยังไม่มีการวางแผนในการดำเนินธุรกิจที่ดีเพียงพอ

Correct

ความถูกต้อง (Correct) สำหรับความถูกต้องที่เกี่ยวพันแผนธุรกิจในที่นี้ มีอยู่หลายประเด็นในการพิจารณา เช่น มีโครงสร้างของแผนธุรกิจที่ถูกต้อง คือมีรายละเอียดของหัวข้อต่างๆตามมาตรฐานของแผนธุรกิจพึงมี เช่น บทสรุปผู้บริหาร แนวคิดของธุรกิจหรือประวัติความเป็นมาของธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาดและอุตสาหกรรม ข้อมูลพื้นฐานรายละเอียดของธุรกิจ รายละเอียดของสินค้าและบริการ แผนการบริหารจัดการและแผนงานด้านบุคลากร แผนการตลาด แผนการผลิตหรือแผนบริการ แผนการเงิน ภาคผนวกและเอกสารแนบ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทั่วไปของแผนธุรกิจ หรืออาจแตกต่างออกไปถ้าเป็นแผนธุรกิจเพื่อการประกวดหรือการแข่งขัน หรือมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องเพิ่มเติมนอกเหนือ เช่น ต้องมีการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน การประเมินและการจัดการความเสี่ยง แผนฉุกเฉินของธุรกิจ แผนดำเนินการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแผนธุรกิจดังกล่าวเขียนขึ้นโดยใคร หรือใครเป็นผู้อ่าน หรือมีวัตถุประสงค์ในการใช้หรือนำเสนอแผนธุรกิจนี้ด้วยเหตุผลใด รวมถึงข้อกำหนดจากหน่วยงานหรือผู้อ่านแผน ว่าต้องการข้อมูลหรือรายละเอียดใดที่ต้องการให้ระบุไว้ในแผนธุรกิจ นอกจากความถูกต้องในเรื่องโครงสร้างของแผนแล้ว ยังเป็นเรื่องของความถูกต้องเกี่ยวกับความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของธุรกิจ ว่าธุรกิจที่ตนดำเนินการนั้นมีข้อจำกัด หรือจุดเด่นจุดด้อยหรือมักเกิดปัญหาขึ้นในจุดใด เพราะถ้ารายละเอียดที่ระบุไว้ในแผนธุรกิจผิดเพี้ยน หรือไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงของสภาพธุรกิจแล้ว ก็หมายความว่าแผนการหรือวิธีการดำเนินการของธุรกิจ ก็จะไม่ใช่ข้อเท็จจริงตามลักษณะธุรกิจด้วยเช่นกัน เช่น สภาวะตลาด อัตราผลตอบแทนของธุรกิจหรืออุตสาหกรรม พฤติกรรมการตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นต้น และการลงรายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุนต่างๆของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขายหรือบริหาร ต้องเป็นต้นทุนที่แท้จริงหรือต้นทุนที่ถูกต้อง หรือสอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินการของธุรกิจ
ประเภทเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลไปยังความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ตามที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นแล้ว หรืออาจเป็นประเด็นในเรื่องของความถูกต้องตามข้อกำหนด กฏหมาย และระเบียบข้อบังคับ เพราะธุรกิจจะเกิดขึ้นได้จริงจะต้องเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะในกรณีที่ธุรกิจนี้ถ้าดูเนื้อหาตามรายละเอียดของแผนธุรกิจ ถือเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างผลกำไรได้ดี แต่ทว่าการที่ธุรกิจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมาย ธุรกิจนี้ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นหรือดำเนินการได้จริง หรือรวมถึงการมีลักษณะที่สามารถระบุได้ว่าขัดต่อศีลธรรม ประเพณี ก็จะมีลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ความถูกต้องยังอาจรวมถึงสมมติฐานต่างๆที่ใช้ในการประมาณการ การคำนวณต่างๆโดยเฉพาะทางด้านการเงิน ที่ต้องถูกต้องในผลลัพธ์จากการคำนวณต่างๆ หรือการจัดทำเอกสาร เช่น ความถูกต้องในการพิมพ์อักษร และจัดทำตัวแผนธุรกิจที่ต้องถูกต้องตามมาตรฐาน โดยเฉพาะสาระสำคัญต่างๆ เช่น จำนวนเงิน เป็นต้น

Clear

ความชัดเจน (Clear) หรือความกระจ่างถือเป็นสิ่งที่แผนธุรกิจที่ดีพึงมี เพราะจากที่กล่าวมาก่อนหน้าว่า แผนธุรกิจเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เกี่ยวกับการวางแผนของธุรกิจและการแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจากการวางแผน ดังนั้นผู้อ่านแผนนอกจากจะต้องเข้าใจในตัวธุรกิจแล้ว สิ่งต่างๆที่ระบุไว้ในแผนธุรกิจควรจะมีความชัดเจน แจ่มแจ้งเพียงพอต่อผู้อ่าน ในการตัดสินใจเกี่ยวกับธุรกิจ หรือสามารถสันนิษฐานได้ว่าธุรกิจที่จะดำเนินตามแผนนั้นเป็นไปได้จริง โดยให้มีข้อสงสัยน้อยที่สุดโดยเฉพาะในเรื่องของธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้ตามที่ระบุไว้ในแผนหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลในการดำเนินธุรกิจ ผลกระทบต่างๆและการตอบสนองของธุรกิจต่อสภาวะตลาดและอุตสาหกรรม ลักษณะสินค้าและบริการของธุรกิจ แผนการดำเนินงานต่างๆของธุรกิจ ที่ต้องมีความสอดคล้อง กลมกลืน และเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ว่าเป็นเพราะเหตุใดธุรกิจจึงเลือกที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการเช่นนั้นเช่นนี้ หรือการมีข้อมูล งานวิจัย ว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นี้สามารถผลิตขึ้นมาได้จริง มิใช่เป็นเพียงความคิดหรือความเฟ้อฝัน สิ่งที่กล่าวอ้างว่ามีจำนวนลูกค้าที่สนใจ หรือมียอดขายในระดับที่น่าพอใจนั้น มีเอกสารหรือข้อมูลการตลาดใดที่สามารถยืนยัน เพื่อรองรับรายละเอียดที่ระบุดังกล่าวว่าเป็นความจริง เพราะแผนธุรกิจเป็นการกล่าวถึงเรื่องของธุรกิจ ซึ่งต้องเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง ดังนั้นผู้อ่านจึงคาดหวังในเรื่องของข้อพิสูจน์ (Proof) มากกว่าการสันนิษฐาน (Assume) แม้ว่าสำหรับธุรกิจใหม่จะถือเป็นการยากที่จะหาข้อพิสูจน์มายืนยันได้ว่า ธุรกิจของตนสามารถดำเนินการและจะเกิดผลลัพธ์ตามที่ได้ระบุไว้ในแผนธุรกิจ เมื่อเทียบกับธุรกิจที่ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลามาก่อนหน้า แต่อย่างน้อยก็ควรจะมีสิ่งที่ช่วยยืนยัน หรือข้อสนับสนุนเพียงพอที่จะให้ผู้อ่านมีความกระจ่าง หรือไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจว่าสามารถเกิดขึ้น หรือดำเนินการได้จริงตามแผนได้ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของที่มาเกี่ยวกับประมาณการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในแผนธุรกิจ เช่น จำนวนลูกค้า ประมาณการของยอดขาย ประมาณการในการเติบโตหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คาดการณ์หรือคาดคะเนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องมีความเชื่อถือเพียงพอหรือสามารถแสดงให้เห็นถึงสาเหตุในการกำหนดเกี่ยวกับการคาดคะเน ตัวเลขต่างๆ อย่างมีเหตุผลและเป็นที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่ผู้อ่านจะไม่เกิดข้อสงสัย หรือความไม่เชื่อมั่นว่าเป็นไปได้จริงกับตัวเลขหรือประมาณการต่างๆที่กำหนดขึ้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเบื้องต้นคือกรอบแนวคิดสำหรับการจัดทำแผนธุรกิจที่ดี ไม่ว่าจะเป็นแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นในวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ความสามารถในการสื่อสารหรือการถ่ายทอด ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ ความสามารถในการแข่งขัน ความถูกต้องในประเด็นต่างๆของธุรกิจ และความชัดเจนในรายละเอียดของธุรกิจ เป็นสิ่งที่แผนธุรกิจควรมีอยู่ให้ครบถ้วน ถ้าจะถือว่าแผนธุรกิจดังกล่าวเป็นแผนธุรกิจที่ดี ไม่ว่าจะมีจำนวนหน้าของแผนธุรกิจเพียง 10 หน้า หรือจนกระทั่งถึง 50 หรือนับร้อยหน้าก็ตาม ถ้าปราศจากเกณฑ์ดังกล่าวก็จะไม่สามารถนับว่าเป็นแผนธุรกิจที่ดีได้ ดังนั้นถ้าแผนธุรกิจหรือผู้เขียนแผนธุรกิจจัดทำหรือเขียนแผนธุรกิจขึ้น โดยมีองค์ประกอบหรือมีแนวคิดทั้ง 5 ส่วนและ C แต่ละตัวที่กล่าวถึงนี้ต่างมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน โดยถ้าแผนธุรกิจดังกล่าวมี 5Cs ครบถ้วนแล้ว อย่างน้อยก็จะสามารถถือได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะเรียกได้ว่าเป็นแผนธุรกิจที่ดีได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการที่จะเป็นแผนธุรกิจที่ดีมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้เขียนแผนธุรกิจมีความเข้าใจ และมีความสามารถเพียงใดในการเขียนแผนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษา ความชัดเจน ความครบถ้วน ในการระบุรายละเอียดต่างๆของธุรกิจ การจัดรูปแบบเอกสาร ซึ่งจะช่วยเพิ่มเติมความสมบูรณ์และความครบถ้วนของแผนธุรกิจให้ดีมากยิ่งขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แผนธุรกิจ กับ SMEs ตอน....หน้าที่ของแผนธุรกิจ

รัชกฤช คล่องพยาบาล
ที่ปรึกษา ส่วนบริการปรึกษาการเงินและการร่วมลงทุน
ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

หลังจากทราบว่าแผนธุรกิจคืออะไรมาจากตอนที่แล้ว ในตอนนี้จะกล่าวถึงหน้าที่ของแผนธุรกิจ ซึ่งสำหรับผู้ประกอบการบางท่านที่ยังไม่เข้าใจว่าแผนธุรกิจคืออะไร หรือทำไมจะต้องมีการเขียนแผนธุรกิจ ก็ควรย้อนกลับไปอ่านเรื่องของแผนธุรกิจในตอนที่ผ่านมาเสียก่อน และสิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนเป็นเบื้องต้นก็คือ โดยปกติทั่วไปแล้วแผนธุรกิจที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อให้บุคคลภายนอกเป็นผู้อ่าน แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการบางรายโต้แย้งว่า ตนเองจัดทำหรือเขียนแผนธุรกิจขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจของตนเองเท่านั้น โดยมิได้เปิดเผยแผนธุรกิจของตนต่อบุคคลภายนอกก็ตาม ซึ่งถ้าเป็นในกรณีนี้ก็อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไป แต่ทว่าถ้าผู้อ่านมีความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ของแผนธุรกิจอย่างถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเขียนแผนธุรกิจโดยมีผู้อื่นเป็นผู้อ่านแผน หรือเขียนไว้อ่านหรือใช้ประโยชน์เอง ก็จะมีหลักพื้นฐานเดียวกัน และยังจะช่วยให้สามารถนำแผนธุรกิจเสนอต่อบุคคลภายนอก เมื่อถึงเวลาจำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้อ่านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนี้อาจได้แก่ เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์โครงการ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐ ถ้าเป็นแผนธุรกิจที่ใช้เพื่อการขอรับการสนับสนุนทางการเงินหรือความช่วยเหลือด้านอื่นๆ หรือเป็นคณะกรรมการถ้าเป็นแผนธุรกิจเพื่อการแข่งขัน หรือเป็นอาจารย์ถ้าเป็นแผนธุรกิจเพื่อการศึกษาในสถาบันการศึกษา

จากที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า แผนธุรกิจส่วนใหญ่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อบุคคลภายนอก ดังนั้นสำหรับบุคคลภายนอกเหล่านี้ แผนธุรกิจจึงถือเป็น “ภาระ” หรือ “งาน” อย่างหนึ่งที่ผู้อ่านต้องรับผิดชอบ หรือมีความจำเป็นจะต้องอ่านและทำความเข้าใจในแผนธุรกิจ โดยเฉพาะถ้าเป็นแผนธุรกิจสำหรับการขอรับการสนับสนุนทางการเงิน ทำให้แผนธุรกิจที่เขียนขึ้นต้องมีความชัดเจนและตรงประเด็นที่สุดกล่าวคือ ควรมีเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น และต้องตรงกับสิ่งที่ผู้อ่านคาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลจากแผนธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นแผนธุรกิจสำหรับการขอสินเชื่อ ต้องสามารถระบุได้ว่าธุรกิจของผู้ประกอบการ มีความเสี่ยงน้อยที่สุดที่จะเป็นได้โดยเฉพาะทางด้านการเงิน ธุรกิจมีความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ อันประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยจ่ายแก่สถาบันการเงิน หรือถ้าเป็นแผนธุรกิจสำหรับการขอร่วมลงทุน ก็ควรสามารถระบุได้ว่าธุรกิจของผู้ประกอบการมีโอกาสในการเจริญเติบโตสูง หรือมีมูลค่าของธุรกิจที่คุ้มค่ากับการลงทุน เช่น สามารถสร้างผลตอบแทนจากมูลค่าหุ้นสามัญที่กองทุนร่วมลงทุนตั้งแต่ 5 เท่า – 10 เท่า หรือการบอกถึงขั้นตอนการถอนตัว (Exit) ของกองทุน และผลประโยชน์ที่ผู้ลงทุนหรือกองทุนร่วมลงทุนได้รับ ถ้าเป็นแผนธุรกิจสำหรับเพื่อขอการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ อาจต้องแสดงให้เห็นผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจ (Economic Return) หรือผลตอบแทนทางสังคมในการสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจหรือสังคมส่วนรวม ถ้าเป็นแผนธุรกิจเพื่อการแข่งขัน ก็ควรต้องแสดงให้เห็นถึงความคิดในการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ (New Business Idea) และความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ (Commercial Viability) ถ้าเป็นแผนธุรกิจเพื่อการศึกษาต้องแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างของการจัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan Structure) ที่ถูกต้อง เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าแผนธุรกิจเมื่อถูกใช้ในวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน หรือมีผู้อ่านที่ต่างกัน การแสดงข้อมูล หรือหน้าที่ในการสื่อสารข้อมูลของแผนธุรกิจ ก็จะแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน ซึ่งจุดเน้นหรือสิ่งสำคัญที่ต้องแสดงไว้ในแผนธุรกิจแต่ละประเภทจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป ซึ่งแม้ว่าจุดเน้นในการแสดงข้อมูลของแผนธุรกิจจะมีความแตกต่างกัน ตามประเภทหรือลักษณะของผู้อ่านแผนก็ตาม แต่ทว่าเนื่องจากแผนธุรกิจเป็นการแสดงข้อมูล และการวางแผนทั้งหมดของธุรกิจ ทำให้รายละเอียดของข้อมูลของธุรกิจบางส่วน ที่ไม่ว่าจะมีผู้ใดเป็นผู้อ่านก็จะมีข้อมูลแบบเดียวกัน เช่น ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของธุรกิจ สภาพตลาดและอุตสาหกรรม รายละเอียดสินค้าหรือบริการ แผนการตลาด ประมาณการยอดขายหรือรายได้ ประมาณการต้นทุน ผลลัพธ์ทางการเงิน หรือรายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับธุรกิจ เป็นต้น

จากการที่ผู้อ่านต้องสามารถเข้าใจในรายละเอียดต่างๆ และข้อมูลต่างๆจากแผนธุรกิจที่นำเสนอมานั้น แผนธุรกิจจึงถูกเขียนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดของธุรกิจ และกระบวนการวางแผนทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพๆเดียวกับที่ผู้ประกอบการหรือผู้เขียนแผนธุรกิจเห็น ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าว แผนธุรกิจจึงมีหน้าที่ “เล่าเรื่อง” (Tell a story) โดยเรื่องราวที่เล่าก็คือเรื่องราวของธุรกิจ (Business Story) เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจในตัวธุรกิจของผู้ประกอบการ และสามารถตัดสินใจเบื้องต้นเกี่ยวกับธุรกิจจากสิ่งที่อ่านในแผนธุรกิจได้ ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวเป็นสิ่งที่แผนธุรกิจบอกถึง การที่ธุรกิจจะทำอะไรในปัจจุบันและจะทำอะไรในอนาคต รวมถึงผลประกอบการหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ดังนั้นแผนธุรกิจจึงถือเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร (Communication Tool) ระหว่างธุรกิจกับผู้อ่าน โดยอย่างน้อยที่สุดสิ่งที่แผนธุรกิจต้องบอกแก่ผู้อ่านให้เข้าใจประกอบด้วย

ธุรกิจนี้คือธุรกิจอะไร?
ธุรกิจนี้มีการบริหารจัดการอย่างไร?
ธุรกิจนี้มีสินค้าและบริการอะไร?
ธุรกิจนี้ทำการตลาดและการขายอย่างไร?
ธุรกิจนี้มีผลประกอบการเป็นอย่างไร?

ซึ่งเมื่อผู้อ่านแผนธุรกิจจบแล้วควรจะทราบคำตอบหรือตัดสินใจเบื้องต้น เกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับจากแผนธุรกิจดังนี้คือ

ธุรกิจนี้มีอนาคตในการเติบโตหรือไม่?
ธุรกิจนี้น่าสนใจหรือน่าให้การสนับสนุนหรือไม่?

ดังนั้นผู้เขียนแผนธุรกิจไม่ว่าจะมีการใช้โครงสร้างของแผนธุรกิจจากแหล่งใดก็ตาม ผลลัพธ์ของข้อมูลหรือรายละเอียดต่างๆที่ปรากฎในแผนธุรกิจ ต้องสามารถเล่าเรื่องของธุรกิจให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างน้อยที่สุดตามหัวข้อเบื้องต้น ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนแผรธุรกิจ เพราะมีผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าใจว่าถ้าตนเองเขียนรายละเอียดต่างๆ ตามหัวข้อในแผนธุรกิจที่ตนเองมีอยู่จนครบถ้วน ไม่ว่าจากคู่มือการเขียนแผนธุรกิจ ตำราด้านแผนธุรกิจ หรือตัวอย่างแผนธุรกิจ ก็ถือว่าเป็นแผนธุรกิจที่สมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อทำการส่งหรือนำเสนอแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นไปยังหน่วยงานภายนอก กลับได้รับคำปฏิเสธหรือขอให้แก้ไข ซึ่งผู้ประกอบการหรือผู้เขียนแผนธุรกิจส่วนใหญ่ ก็มักจะไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ ถึงได้รับคำปฏิเสธหรือขอให้แก้ไข เนื่องจากตนเองก็เขียนครบตามหัวข้อต่างๆที่มีอยู่ในแผนธุรกิจแล้ว โดยไม่ทราบว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นเนื่องจากแผนธุรกิจดังกล่าวไม่สามารถทำหน้าที่สื่อสาร หรือสร้างความเข้าใจในตัวธุรกิจจากผู้อ่านแผนได้นั่นเอง ซึ่งถ้าผู้อ่านไม่เข้าใจในแผนธุรกิจดังกล่าว ผู้อ่านก็มักจะไม่เสียเวลาที่จะมาศึกษา หรือตีความในข้อมูลที่ระบุไว้ในแผนธุรกิจ เนื่องจากถือว่ากลายเป็นภาระของตนเอง ประกอบกับโดยปกติแล้วก็จะมีแผนธุรกิจของผู้ประกอบการรายอื่นๆรอให้อ่านอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ผู้เขียนแผนธุรกิจต้องทำความเข้าใจก่อนนำเสนอแผนธุรกิจก็คือ แผนธุรกิจที่ตนเองเขียนขึ้นนั้นถ้าไม่ใช่ตนเองเป็นผู้อ่าน แต่เป็นผู้อื่นที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจของตนเองเป็นผู้อ่าน จะสามารถเข้าใจในตัวธุรกิจของตนเองอย่างถูกต้องได้หรือไม่ และสิ่งที่เขียนนั้นง่ายและไม่เป็นการเสียเวลาต่อการทำความเข้าใจหรือไม่

จากประเด็นดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หน้าที่ของแผนธุรกิจก็คือความสามารถในการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจของธุรกิจต่อผู้อ่านแผน ทำให้โดยข้อเท็จจริงแล้วความมีประสิทธิภาพของแผนธุรกิจหรือการถือว่าเป็นแผนธุรกิจที่ดีนั้น จึงไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าหรือความหนาบางของแผนธุรกิจ โดยแผนธุรกิจที่มีจำนวนหน้านับร้อยๆหน้า ถ้าผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจได้หรือเป็นการยากที่จะเข้าใจ หรือต้องเสียเวลามากในการทำความเข้าใจ ก็ไม่ถือว่าเป็นแผนธุรกิจที่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับแผนธุรกิจที่มีจำนวนหน้าเพียง 15-20 หน้า ที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจในตัวธุรกิจของผู้ประกอบการได้อย่างถูกต้องโดยง่าย ซึ่งประเด็นในเรื่องโครงสร้าง จำนวนหน้าหรือความหนาของแผนธุรกิจ ผู้เขียนจะได้กล่าวถึงในตอนต่อๆไป โดยในตอนหน้าจะเป็นการกล่าวถึงแนวคิดของแผนธุรกิจที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าแผนธุรกิจที่ดีนั้นเป็นอย่างไร

แผนธุรกิจ กับ SMEs ตอน....แผนธุรกิจคืออะไร

รัชกฤช คล่องพยาบาล
ที่ปรึกษา ส่วนบริการปรึกษาการเงินและการร่วมลงทุน
ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

หลังจากได้กล่าวถึงเรื่องของที่มาของแผนธุรกิจ และเหตุผลของการเขียนแผนธุรกิจในสองตอนที่ผ่านมาแล้วนั้น ในตอนนี้ผู้เขียนจะได้กล่าวถึงความหมายหรือคำจำกัดความของคำว่า “แผนธุรกิจ” ซึ่งผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของแผนธุรกิจ ว่าองค์ประกอบของแผนธุรกิจหรือสิ่งที่เรียกว่าแผนธุรกิจคืออะไร โดยมักพิจารณาหรือให้ความสำคัญแต่ลักษณะภายนอกตามที่ปรากฏ คือการมีลักษณะของเอกสาร (Document) หรืออยู่ในรูปของรายงาน (Report) ที่บรรจุข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจต่างๆ ตามหัวข้อหรือโครงสร้างต่างๆที่ระบุไว้ เช่น บทสรุปผู้บริหาร การวิเคราะห์ตลาดและอุตสาหกรรม แผนการบริหารจัดการ แผนการตลาด แผนการผลิต แผนการเงิน ซึ่งในแต่ละส่วนของหัวข้อในโครงสร้างนี้ ก็อาจจะมีหัวข้อปลีกย่อยออกไปมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ลักษณะธุรกิจ โดยถ้าตนเองกรอกรายละเอียดต่างๆได้ครบถ้วนตามหัวข้อเหล่านี้ ก็น่าที่จะเรียกได้ว่าเป็นแผนธุรกิจที่ครบถ้วนเพียงพอแล้ว จึงทำให้ผู้ประกอบการมุ่งเน้นที่จะใส่รายละเอียดต่างๆให้ครบเป็นหลัก โดยไม่ได้เข้าใจถึงความหมายของแผนธุรกิจ รวมถึงวัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ของแผนธุรกิจ เพราะแท้จริงแล้วถ้าจะกล่าวโดยง่าย แผนธุรกิจ (Business Plan) ก็คือเอกสาร (Document) ที่แสดงรายละเอียดต่างๆในการวางแผนธุรกิจ (Business Planning) อันมาจากผู้เขียนหรือจากตัวธุรกิจนั่นเอง ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มักจะยังไม่ถึงในระดับมาตรฐานที่เพียงพอ ในการที่จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ หรือความสามารถในการวางแผนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ หรือขาดรายละเอียดที่สำคัญและจำเป็น สำหรับการวิเคราะห์ของธนาคารหรือสถาบันการเงิน หรือยังไม่ถึงระดับมาตรฐานเพื่อการแข่งขัน ในการประกวดแผนธุรกิจในระดับสากล ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการหรือผู้เขียนแผน ยังไม่เข้าใจพื้นฐานว่าแท้จริงแล้วแผนธุรกิจคืออะไร ดังนั้นก่อนที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับแผนธุรกิจว่าคืออะไร ลองดูรายละเอียดและคำจำกัดความของแผนธุรกิจจากแหล่งอ้างอิงต่างๆ ทั้งที่เป็นแหล่งอ้างอิงจากในประเทศและจากต่างประเทศดูก่อนเป็นเบื้องต้น

นิยาม...คำจำกัดความของแผนธุรกิจ

A comprehensive planning document which clearly describes the business developmental objective of an existing or proposed business. The plan outlines what and how and from where the resources needed to accomplish the objective will be obtained and utilized.
เอกสารสรุปรวมการวางแผนซึ่งได้แสดงรายละเอียดอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการพัฒนา และปรับปรุงธุรกิจของธุรกิจที่ดำรงอยู่หรือธุรกิจที่ตั้งเป้าหมาย แผนนี้จะแสดงให้เห็นถึง 1
สิ่งที่จะดำเนินการ วิธีการ และแหล่งที่มาของทรัพยากรของธุรกิจที่จะได้มาและใช้ประโยชน์ ซึ่งมีความจำเป็นในการที่จะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจ

แหล่งที่มา: U.S. Small Business Administration (SBA), www.sba.gov

A business plan is a summary of how a business or entrepreneur intends to organize an entrepreneurial endeavor and implement activities necessary and sufficient for the venture to succeed. It is a written explanation of the company's business model for the venture in question. Business plans are developed for ventures in both business and government.
แผนธุรกิจคือบทสรุปของวิธีการที่ธุรกิจหรือผู้ประกอบการ มีความตั้งใจที่จะรวบรวมความอุตสาหะพยายามในการประกอบการ และกิจกรรมที่จำเป็นในการดำเนินการ ซึ่งเพียงพอต่อความเสี่ยงในการประสบความสำเร็จ โดยจะถูกเขียนขึ้นเพื่ออธิบายต่อประเด็นปัญหาต่างๆจากความเสี่ยงนั้น ตาม Business Model ที่กำหนดของธุรกิจ ซึ่งแผนธุรกิจโดยทั่วไปจะถูกพัฒนาขึ้น สำหรับการลงทุนของตัวธุรกิจเองหรือหน่วยงานของรัฐด้วย

แหล่งที่มา: Wikipedia, the free encyclopedia, www.wikipedia.org

รายละเอียดเบื้องต้นเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับคำนิยามของแผนธุรกิจจากต่างประเทศ คือของ U.S. Small Business Administration (SBA) ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลและสนับสนุนด้านต่างๆเกี่ยวกับ SMEs ของอเมริกา และจาก Wikipedia, the free encyclopedia ซึ่งถือเป็นแหล่งฐานข้อมูล On-line ที่แพร่หลายที่สุดในโลก คราวนี้ลองมาดูนิยามหรือข้อความที่กล่าวถึงว่าแผนธุรกิจคืออะไร จากแหล่งที่มาในประเทศไทยดูบ้าง

แผนธุรกิจ (Business Plan) คือแผนงานทางธุรกิจที่แสดงกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติในการลงทุนประกอบการ โดยมีจุดเริ่มต้นจากจะผลิตสินค้าและบริการอะไร มีกระบวนการปฏิบัติอย่างไรบ้าง และผลจากการปฏิบัติออกมาได้มากน้อยแค่ไหน ใช้งบประมาณและกำลังคนเท่าไร เพื่อให้เกิดเป็นสินค้าและบริการแก่ลูกค้า และจะบริหารธุรกิจอย่างไรธุรกิจจึงจะอยู่รอด
แหล่งที่มา: มาณพ ชิวธนาสุนทร, แผนธุรกิจ SMEs, สำนักพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ,
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, กระทรวงอุตสาหกรรม, 2547

แผนธุรกิจ (Business Plan) เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ริเริ่มจะก่อตั้งกิจการ แผนนี้เป็นผลสรุปหรือผลรวมแห่งกระบวนการคิดพิจารณา และการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนความคิดของผู้ประกอบการออกมาเป็นโอกาสทางธุรกิจ มีผู้เปรียบเทียบว่าแผนธุรกิจเปรียบเหมือนแผนที่ในการเดินทาง ที่จะชี้แนะขั้นตอนต่างๆทีละขั้นตอนในกระบวนการก่อตั้งกิจการ แผนจะให้รายละเอียดต่างๆ ทั้งเรื่องของการตลาดการแข่งขันกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ การคาดคะเนทางการเงิน ที่จะชี้นำผู้ประกอบการไปสู่ความสำเร็จหรือชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนและข้อควรระวัง
แหล่งที่มา: สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED), www.ismed.or.th

แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ยังเคยกำหนดเกี่ยวกับคำจำกัดความของแผนธุรกิจ ตามลักษณะของแผนธุรกิจที่เป็นอยู่ในประเทศไทย คือ มีลักษณะเป็นเอกสาร (Document), ครอบคลุมกระบวนการจัดการทุกๆด้านของธุรกิจ (Summary of all business activities), มีการระบุถึงการวางแผนตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของธุรกิจ (Business planning for accomplish business goals and objectives), แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Show business results) ซึ่งเมื่อรวมองค์ประกอบทั้งหมดเพื่อกำหนดเป็นนิยามของแผนธุรกิจตามความเข้าใจของผู้เขียน จะได้เป็น

เอกสารซึ่งแสดงถึงข้อมูลและรายละเอียดของธุรกิจ รวมถึงวิธีการและกระบวนการในการดำเนินการของธุรกิจในทุกด้าน ที่ได้ผ่านการวางแผนขึ้นตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของธุรกิจนั้น และแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของธุรกิจ จากวิธีการและกระบวนการในการดำเนินการของธุรกิจที่ได้กำหนดขึ้น
แหล่งที่มา: การอบรมโครงการเตรียมความพร้อมด้านแผนธุรกิจในการร่วมลงทุน ปี 2549
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), www.sme.go.th

จากนิยามทั้งหมดที่กล่าวมาเบื้องต้น จะเห็นได้ว่าในแต่ละนิยามหรือคำจำกัดความของแผนธุรกิจ จะแตกต่างกันออกไปตามแต่แหล่งที่กำหนดคำนิยามต่างๆเหล่านี้ ซึ่งอาจเน้นในส่วนของความเป็นแผนงาน (Plan) หรืออาจมองในแง่ของการเปรียบเสมือนแผนที่ (Map) ในการดำเนินธุรกิจ บ่อยครั้งที่ผู้เขียนได้รับคำถามจากผู้ประกอบการหรือผู้เข้ารับการอบรมว่า ความหมายของแผนธุรกิจคืออะไร ซึ่งผู้เขียนก็มักจะตอบคำนิยามจากแหล่งอ้างอิงต่างๆให้ทราบ แต่ก็มักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าผู้ประกอบการดังกล่าวรู้คำนิยามเหล่านี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร ถ้าไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าแผนธุรกิจคืออะไร และมีประโยชน์ต่อตนเองอย่างไร คล้ายๆกับคำถามว่าทำธุรกิจอะไรดี ผู้เขียนก็จะตอบว่าธุรกิจอะไรก็ได้ที่ทำแล้วมีกำไร เพราะธุรกิจมีมากมายหลายหลายเป็นพันเป็นหมื่นธุรกิจ การจะบอกว่าธุรกิจนั้นดี หรือธุรกิจนี้ดี มิได้หมายความว่าถ้าผู้ประกอบการไปทำธุรกิจนั้นแล้วจะประสบความสำเร็จ เพราะขึ้นกับความรู้ความชำนาญ ลักษณะนิสัย ทุนทรัพย์ที่มีอยู่ และข้อจำกัดต่างๆของผู้ประกอบการเองอีกมากมาย หรือคำถามว่าอยากจะจัดตั้งบริษัทควรจะมีทุนจดทะเบียนบริษัทเท่าใดดี ซึ่งผู้เขียนจะตอบว่าเท่าที่ทุนของผู้ประกอบการมีแต่ต้องไม่น้อยกว่า 35 บาท ซึ่งคำถามเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามที่ผู้เขียนเองคิดว่าถึงผู้ประกอบการจะรู้ไปก็ไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไรนัก ดังนั้นผู้เขียนจึงมักเน้นต่อผู้เข้าอบรมอยู่เสมอว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสียเวลาไปท่องจำความหมาย หรือคำนิยามของแผนธุรกิจ แต่ควรจะใช้เวลากับการทำความเข้าใจความหมายหรือคำนิยามมากกว่า

จากในเรื่องของแผนธุรกิจคืออะไร ซึ่งอาจจะลงลึกถึงโครงสร้างต่างๆของแผนธุรกิจ หรือหัวข้อต่างๆที่อยู่ในแผนธุรกิจก็จะมีคำถามอยู่เสมอว่า ถ้าผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงรายละเอียดต่างๆ บางส่วนที่เป็นข้อกำหนดของแผนธุรกิจที่จะพึงมี หรือเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานในเรื่องของหัวข้อต่างๆของแผนธุรกิจที่ระบุไว้ เช่น ไม่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์ตลาด แผนการตลาด แผนการบริหารจัดการ แผนการผลิตหรือการบริการ แผนการเงิน คืออาจจะเขียนได้บางส่วนหรือไม่สมบูรณ์ หรือไม่สามารถจัดทำได้เลย จะถือว่าเป็นแผนธุรกิจหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของแผนการเงิน ซึ่งนอกจากจะต้องมีการจัดทำประมาณการทางการเงินล่วงหน้า เช่น ประมาณการยอดขาย ประมาณการต้นทุนค่าใช้จ่าย งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ซึ่งถือเป็นรายการทางการเงินพื้นฐานที่จะต้องมีในแผนธุรกิจ เพราะการจัดทำประมาณการล่วงหน้านี้ จำเป็นจะต้องใช้ความรู้ด้านการเงินหรือการบัญชี ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้เรียนมาด้านธุรกิจ ก็จะถือเป็นข้อจำกัดในการจำกัดในการจัดทำแผนดังกล่าวอย่างยิ่ง หรือแม้แต่ตัวผู้ประกอบการที่เรียนมาโดยตรงในด้านดังกล่าว ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถจัดทำได้ ทำให้ในส่วนของแผนการเงินดังกล่าวโดยทั่วไป มักจะขาดหายไปหรือไม่สมบูรณ์เพียงพอ โดยผู้ประกอบการทั่วไปก็มักจะบอกว่าถ้าไม่มีในส่วนของแผนการเงิน จะสามารถถือว่าเป็นแผนธุรกิจได้หรือไม่ ซึ่งผู้เขียนก็มักจะตอบว่าถ้าธุรกิจของผู้ประกอบการขายสินค้า หรือผลิตสินค้าโดยไม่ได้รับเงินหรือไม่ต้องใช้เงิน การไม่มีแผนการเงินในแผนธุรกิจก็ไม่เป็นไร แต่ความเป็นจริงการทำธุรกิจมีจุดประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าของธุรกิจให้มีมูลค่าสูงสุด หรือมีผลกำไรสูงสุด ดังนั้นแผนการเงินจึงเป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่ในแผนธุรกิจเพราะเป็นผลลัพธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับแผนการเงิน รวมถึงขั้นตอนการจัดสำหรับผู้ประกอบการที่จะใช้ระบุในแผนธุรกิจ รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆแล้ว ผู้ประกอบการจะทำอย่างไร และมีประเด็นพิจารณาในจุดใดบ้าง ผู้เขียนจะได้กล่าวถึงในตอนต่อๆไป

คิดแล้วเขียน...หลักพื้นฐานของแผนธุกิจ

หลักเริ่มต้นของแผนธุรกิจจะเริ่มต้นจากการวางแผนธุรกิจ (Business Planning) ซึ่งในขั้นตอนการวางแผนธุรกิจ ถ้ามีแต่เฉพาะแต่การวางแผนโดยไม่มีการเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การวางแผนดังกล่าวก็เป็นเพียงความคิดในสมองของคนวางแผนนั้น นอกจากนี้ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์เราคิดหรือวางแผนอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะผู้ประกอบการ ถ้าลองสอบถามว่าเมื่อวานนี้ผู้ประกอบการวางแผนว่าจะดำเนินธุรกิจอย่างไร เชื่อว่าผู้ประกอบการบางรายอาจจะยังพอตอบได้ แต่ก็ไม่น่าจะเป็นทุกรายที่ตอบได้ แต่ถ้าถามว่าแล้วที่วางแผนไว้เมื่อเดือนที่แล้วเป็นอย่างไร อาจมีเพียงผู้ประกอบการเพียงส่วนน้อยหรือไม่มีเลยที่จะสามารถบอกได้ โดยเฉพาะถ้าต้องมีการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการวางแผนธุรกิจเมื่อต้นปีกับปลายปี หรือบอกได้ว่าสิ่งที่ธุรกิจได้ดำเนินการไปจริงๆนั้น เป็นไปตามสิ่งที่เคยวางแผนไว้ในสมองหรือไม่ ดังนั้นการเขียนสิ่งที่อยู่ในสมองออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการแปลงสิ่งที่เป็นนามธรรม (ความคิด) ออกมาเป็นรูปธรรม (ลายลักษณ์อักษร) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดตาม ตรวจสอบ ทบทวน ในการดำเนินการหรือการปฏิบัติ ว่าเป็นไปตามสิ่งการวางแผนไว้ และผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเช่นใด จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขตรงจุดใด และด้วยวิธีการดำเนินการแบบใด ที่จะทำให้ธรกิจมีผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งก็จะมาจากการจัดทำแผนธุรกิจนี่เอง

จากรายละเอียดดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า แผนธุรกิจจึงมีความจำเป็นต่อธุรกิจทุกๆธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจขนาดใหญ่ จะเป็นธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดาหรือเป็นนิติบุคคล เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัดก็ตาม เพราะตราบใดก็ตามที่ยังมีการดำเนินการธุรกิจอยู่ ธุรกิจหรือตัวผู้ประกอบการก็มีความจำเป็นที่ต้องมีการวางแผน การประมาณการ การดำเนินการ และการติดตามประเมินผล ว่าผลลัพธ์ของธุรกิจนั้นเป็นเช่นใด ซึ่งสิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นได้ง่ายที่สุดคือ ผลกำไรหรือขาดทุนของกิจการ หรืออาจสะท้อนออกมาในมูลค่าหุ้นสามัญของธุรกิจ ซึ่งถ้าได้มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเขียนเป็นแผนธุรกิจ ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการตรวจสอบทบทวนแก้ไขรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ ต้นทุนต่างๆในการดำเนินการ บุคลากร ค่าใช้จ่าย ยอดขาย รายรับ รายจ่าย กิจกรรมดำเนินงานต่างๆ ที่จะดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้าผู้ประกอบการไม่มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ประกอบการจะจำได้ว่าได้เคยวางแผนและดำเนินการอะไรไปบ้าง ดังนั้นในด้านหนึ่งแผนธุรกิจจึงถือได้ว่าเป็นบันทึกของธุรกิจ (Business Diary) ที่จะใช้เป็นเครื่องมือช่วยจำให้กับผู้ประกอบการ ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้างหรือกำลังจะดำเนินการอะไรในอนาคต และถ้าผู้ประกอบการได้จัดทำและทบทวนแผนธุรกิจในทุกๆปี ก็จะสามารถเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง การเติบโต ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ของธุรกิจ และวิธีการดำเนินการของธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน รวมถึงแนวทางในการพัฒนาของธุรกิจต่อไปในอนาคตอีกด้วย

ไม่ใช่แค่รู้...แต่ต้องเข้าใจและให้ความสำคัญ

แต่เนื่องจากการที่ผู้ประกอบการหรือธุรกิจจำนวนมากยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญ ของการที่ธุรกิจของตนเองมีความจำเป็นต้องจัดทำแผนธุรกิจขึ้น และต้องมีการดำเนินการ ต้องปรับปรุงและทบทวนอยู่โดยตลอดในแต่ละช่วงเวลา หรือในสภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงความเข้าใจที่ว่าการจัดทำแผนธุรกิจ เป็นเรื่องของธุรกิจหรือองค์กรขนาดใหญ่ๆที่มียอดขายต่อเดือนเป็นสิบๆล้าน หรือเป็นร้อยล้านขึ้นไปที่สมควรจะจัดทำขึ้น โดยธุรกิจของตนเองที่เป็นเพียงแค่ SMEs มียอดขายเดือนละหลักหมื่นหรือหลักแสน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดทำแผนธุรกิจ เพราะเป็นการสิ้นเปลืองเวลา และตนเองก็สามารถบริหารธุรกิจให้มีผลกำไรได้โดยไม่จำเป็นต้องมีแผนธุรกิจ และก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อ จึงยังไม่ต้องทำในตอนนี้แต่ถ้าจะต้องจัดทำขึ้น ก็ต่อเมื่อต้องไปติดต่อขอสินเชื่อกับทางธนาคารหรือสถาบันการเงินเท่านั้น เนื่องจากมิฉะนั้นจะกู้เงินไม่ได้ ทำให้แผนธุรกิจจะถูกจัดทำขึ้นในลักษณะเฉพาะกาล หรือเฉพาะช่วงเวลาที่มีความจำเป็นต้องใช้เท่านั้น และมักจะมิได้นำแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจเลย

นอกจากเรื่องของการแสดงรายละเอียดในการวางแผนของธุรกิจและผลลัพธ์ของธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนเข้าใจว่าแผนธุรกิจที่ดี คือแผนที่แสดงรายละเอียดตามหัวข้อต่างๆให้ครบถ้วน และต้องเขียนให้มีผลประกอบการที่ดี เพื่อที่เมื่อธนาคารหรือสถาบันการเงินเห็นว่าธุรกิจของตนเองเป็นธุรกิจที่มีผลกำไร จะเป็นสิ่งช่วยให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่อให้กับตนเอง ซึ่งอาจรวมถึงลักษณะของแผนธุรกิจในวัตถุประสงค์อื่น เช่น เพื่อการร่วมลงทุน หรือเพื่อการแข่งขัน โดยใส่แต่รายละเอียดในด้านดีเกินจริง โดยเฉพาะในเรื่องประมาณการต่างๆเกี่ยวกับรายได้ หรือยอดขาย และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อให้ธุรกิจมีผลกำไร หรือผลตอบแทนในระดับสูง ซึ่งก็คือการมองแต่ด้านผลลัพธ์ของธุรกิจ หรือมีมุมมองเฉพาะผลลัพธ์จากตัวเลข ซึ่งมักจะไม่สอดคล้องหรือมีความเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาจากการกำหนดกิจกรรมดำเนินการต่างๆ ในการวางแผนธุรกิจที่กำหนดไว้ ซึ่งก็มาจากความไม่เข้าใจเกี่ยวกับแผนธุรกิจที่ต้องมาจากพื้นฐานความเป็นจริง และมีกระบวนการในการวางแผนธุรกิจที่รอบคอบรัดกุม และเป็นที่น่าเชื่อถือว่าถ้าธุรกิจดำเนินการตามสิ่งที่ได้วางแผนที่ระบุไว้ จะสามารถแก้ไขปัญหาหรือประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง ซึ่งผู้เขียนจะได้อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของแนวความคิดเกี่ยวกับแผนธุรกิจที่ดี หรือแผนธุรกิจที่ถูกต้องในโอกาสต่อๆไป

แผนธุรกิจ กับ SMEs ตอน....เหตุผลในการเขียนแผนธุรกิจ

รัชกฤช คล่องพยาบาล
ที่ปรึกษา ส่วนบริการปรึกษาการเงินและการร่วมลงทุน
ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

จากตอนที่แล้วผู้เขียนได้กล่าวถึงเรื่องของที่มาของการจัดทำแผนธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นการปูพื้นให้ผู้อ่านทราบเป็นพื้นฐานเบื้องต้น เกี่ยวกับที่มาที่ไปหรือพัฒนาการของแผนธุรกิจที่เกิดขึ้น หรือเรื่องของ “การนำเสนอโครงการ” ซึ่งเป็นคำเรียกที่ใช้กันอยู่ติดปาก ระหว่างเจ้าหน้าที่สินเชื่อกับผู้ประกอบการเมื่อต้องการขอกู้เงิน ซึ่งอาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการเขียนแผนธุรกิจมีจุดประสงค์หลัก เฉพาะเมื่อต้องการขอสินเชื่อกับทางธนาคารหรือสถาบันการเงินเท่านั้น โดยไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์อื่น แม้ว่าในข้อเท็จจริงแล้วเกือบทั้งหมดของแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นโดยผู้ประกอบการในปัจจุบัน จะถูกใช้เพื่อเป็นเอกสารประกอบการขอวงเงินสินเชื่อแทบทั้งสิ้น แต่ในปัจจุบันถ้าได้มีการลองสอบถามผู้ประกอบการ เกี่ยวกับเหตุผลในเรื่องเหตุผลว่าทำไมถึงต้องการจัดทำแผนธุรกิจ ก็มักจะได้รับคำตอบว่า เพราะธนาคารให้ทำหรือให้เขียน มิฉะนั้นจะกู้เงินไม่ได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวทำให้มีผู้ประกอบการบางราย ที่ไม่เข้าใจถึงเหตุผลเกี่ยวกับการเขียนหรือการจัดทำแผนธุรกิจที่ถูกต้อง จะไม่สามารถเขียนแผนธุรกิจที่ดีได้ เพราะไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำแผนธุรกิจ โดยคิดเพียงแต่ว่าเป็นเพียงเอกสารที่ต้องมีประกอบการขอกู้ เช่นเดียวกับเอกสารอื่นๆเท่านั้น เช่น หนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชน สำเนารายการทางการเงินจากทางธนาคารย้อนหลัง (Bank Statement) ซงเมื่อส่งแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นจากความเข้าใจดังกล่าว ไปยังธนาคารหรือสถาบันการเงิน ก็จะกลายเป็นผลเสียกับตนเองเนื่องจากข้อมูลต่างๆ ก็มักจะไม่ครบถ้วนหรือไม่เพียงพอที่จะนับว่าเป็นแผนธุรกิจได้ รวมถึงเมื่อต้องถูกร้องขอให้จัดทำเป็นแผนธุรกิจตามรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน ผู้ประกอบการก็มักจะไม่สามารถจัดทำแผนธุรกิจที่ถูกต้องได้ ซึ่งอาจมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจ ซึ่งประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อน ก็คือเรื่องของเหตุผลว่าทำไมหรือเพราะเหตุผลใดจึงต้องมีการเขียนแผนธุรกิจ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก่อนที่จะเริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจ โดยนอกจากที่เกี่ยวกับเหตุผล อันมาจากข้อกำหนดของทางทางธนาคารหรือสถาบันการเงินแล้ว ผู้เขียนจะได้กล่าวถึงเหตุผลในการเขียนแผนธุรกิจในวัตถุประสงค์อื่นๆไว้ด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับเหตุผลในการเขียนหรือการจัดทำแผนธุรกิจ ที่นอกเหนือจากการไว้สำหรับเพื่อการกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน

โดยทั่วไปถ้าจะแบ่งเหตุผลของการเขียนแผนธุรกิจ ทั้งจากผู้ประกอบการหรือผู้ที่มิได้เป็นผู้ประกอบการ มีเพียง 2 ประเด็นหลักๆ เท่านั้นก็คือ 1. ผู้ประกอบการหรือธุรกิจต้องการเขียนหรือจัดทำแผนธุรกิจขึ้นเอง กับ 2. ผู้ประกอบการหรือธุรกิจมีความจำเป็นต้องเขียนหรือจัดทำแผนธุรกิจขึ้น หรือถ้าจะกล่าวแบบง่ายๆก็คือ ต้องการเขียนขึ้นมาเอง หรือถูกบังคับให้เขียน หรือมีเหตุจำเป็นที่ต้องเขียน ซึ่งมีรายละเอียดที่ควรกล่าวถึงดังนี้คือ

กรณีที่ต้องการเขียนแผนธุรกิจขึ้นมาเอง
การที่ผู้ประกอบการหรือตัวธุรกิจต้องการเขียนแผนธุรกิจขึ้นมาเองนั้น เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ในการเขียนหรือการจัดทำแผนธุรกิจก็คือ

เพื่อการเริ่มต้นธุรกิจ
เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้ประกอบการใหม่ เห็นช่องทางหรือโอกาสในการตลาด หรือมีความประสงค์จะเริ่มต้นธุรกิจ หรือมีความต้องการเป็นผู้ประกอบการใหม่ (New Entrepreneur) จึงเริ่มต้นด้วยการจัดทำแผนธุรกิจขึ้น เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนเริ่มต้นธุรกิจ ประมาณการรายได้จากการทำธุรกิจ ซึ่งมาจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ประมาณการต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆของธุรกิจ เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายต่างๆในการผลิตสินค้าและบริการ ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค เงินเดือนหรือค่าจ้างพนักงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าธุรกิจมีผลกำไรจากการดำเนินงานหรือไม่ ซึ่งถ้ามีผลกำไร ผู้ประกอบการก็จะได้เริ่มดำเนินการจริง โดยส่วนใหญ่แล้วแผนธุรกิจในลักษณะดังกล่าวนี้ มักจะมีรูปแบบใกล้เคียงกับการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Feasibility Study) มากกว่าที่จะเป็นแผนธุรกิจ โดยมุ่งเน้นประเด็นคำตอบของการจัดทำในเรื่องของ กำไรหรือขาดทุน จะทำหรือไม่ทำธุรกิจ โดยสาระสำคัญมักจะอยู่ที่ผลการคำนวณจากตัวเลขประมาณการต่างๆที่กำหนดขึ้น และประมาณการต่างๆนั้นมักเป็นประมาณการโดยสังเขปเท่านั้น ตามการคาดคะเนของผู้ประกอบการ ซึ่งมีเพียงน้อยรายที่จะจัดทำแผนธุรกิจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีการวิเคราะห์หรือการวางแผนในการดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง

เพื่อการบริหารจัดการ เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ดังกล่าว ส่วนใหญ่จะมาจากผู้ประกอบการที่ได้ดำเนินธุรกิจมาช่วงเวลาหนึ่ง และต้องการวางแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ ซึ่งเท่าที่พบส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรุ่นที่ 2 หรือรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจเดิมของครอบครัว ให้เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น หรืออาจเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับรับการอบรม ในเรื่องของการบริหารจัดการธุรกิจที่มีมาตรฐาน เช่น โครงการผู้ประกอบการใหม่ (New Entrepreneur Creation – NEC) หรือการอบรมด้านแผนธุรกิจจากหน่วยงานภาครัฐ และเล็งเห็นว่าการจัดทำแผนธุรกิจถือเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเอง ในการกำหนดทิศทางในการวางแผนการบริหารจัดการ เพราะถือเป็นเครื่องมือในการการวิเคราะห์ การวางแผนในด้านการตลาด การผลิตหรือบริการ การบริหารจัดการ การเงิน และการดำเนินการต่างๆของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้แผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจ อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงมาตรฐานต่างๆที่สำคัญและจำเป็นสำหรับแผนธุรกิจที่ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวผู้ประกอบการว่ามีความรู้ความเข้าใจเพียงใด ในกระบวนการการในการวางแผนธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ และความรู้ในการจัดทำแผนธุรกิจที่ถูกต้อง แต่ในส่วนของบริษัทหรือองค์กรต่างประเทศโดยเฉพาะบริษัทหรือองค์กรชั้นนำ แผนธุรกิจขององค์กรถือเป็นขั้นตอนมาตรฐาน หรือเอกสารสำคัญที่องค์กรจะต้องมีการจัดทำขึ้น และทบทวนปรับปรุงตามรอบระยะเวลาอย่างต่อเนื่อง และยังอาจแยกย่อยตามลักษณะของแผน หรือวัตถุประสงค์ต่างๆออกไปอีก ตั้งแต่แผนธุรกิจ (Business Plan) แผนกลยุทธ์ (Strategic Plan) แผนการตลาด (Marketing Plan) แผนปฏิบัติการ (Action Plan) การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Feasibility Study) เป็นต้น ซึ่งแผนแต่ละชนิดนั้นจะมีลักษณะและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้เขียนจะได้กล่าวถึงอีกครั้งหนึ่งในโอกาสต่อไป

เพื่อการระดมทุนจากหุ้นส่วนหรือแหล่งทุนภายนอก เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ดังกล่าวส่วนใหญ่ของการจัดทำแผนธุรกิจนี้ จะมาจากการที่ผู้ประกอบการรู้ว่าเงินทุนที่ตนเองมีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการเริ่มต้น หรือการขยายธุรกิจ ซึ่งจำเป็นต้องหาแหล่งทุนภายนอก ไม่ว่าจะมาจากการกู้ยืมจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการเขียนแผนธุรกิจขึ้นมา ก่อนนำไปเสนอกับทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน โดยมิได้เกี่ยวกับการถูกบังคับจากข้อกำหนดของธนาคารหรือสถาบันการเงิน หรือต่อกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) เป็นต้น นอกจากนี้การจัดทำแผนธุรกิจอาจเพื่อเป็นการระดมทุนเพื่อหาหุ้นส่วน โดยเป็นการเชิญชวนให้บุคคลภายนอกเหล่านั้น สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจของตน ซึ่งอาจเป็นในลักษณะหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือเป็นการกู้ยืมแล้วแต่กรณี โดยแผนธุรกิจประเภทนี้ มักแสดงรายละเอียดต่างๆของธุรกิจและรูปแบบการลงทุน รวมถึงมักเน้นการแสดงให้เห็นประโยชน์ หรือผลตอบแทนจากการลงทุนในธุรกิจดังกล่าว เช่น อตราผลกำไร ระยะเวลาคืนทุน เงินปันผล มูลค่าหุ้น หรือผลตอบแทนอื่นๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เท่าที่ปรากฏแผนธุรกิจดังกล่าวมักพบว่า มีประมาณการเกี่ยวกับรายได้สูงเกินจริง หรือคิดในแง่ดีกว่าความเป็นจริง (Optimistic) ในขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆมักจะต่ำกว่าความเป็นจริง (Pessimistic) อยู่เสมอ ทำให้ผลประกอบการของธุรกิจของแผนธุรกิจในลักษณะนี้ดูดี หรือมีผลประกอบการที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆโดยปกติทั่วไปในภาวะอุตสาหกรรมเดียวกัน

กรณีถูกบังคับให้เขียนหรือมีเหตุจำเป็นที่ต้องเขียน

การที่ผู้ประกอบการหรือตัวธุรกิจต้องการเขียนแผนธุรกิจขึ้น ที่มาจากการถูกบังคับให้เขียนหรือมีเหตุจำเป็นที่ต้องเขียนหรือต้องจัดทำนั้น เหตุผลหรือวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ในการเขียนหรือการจัดทำแผนธุรกิจในรูปแบบนี้ก็คือ

เพื่อการขอกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน เหตุผลหรือวัตถุประสงค์จะมาจากเรื่องที่ผู้เขียนเคยกล่าวถึงแล้วในตอนที่ผ่านมาในเรื่องของที่มาของแผนธุรกิจ ที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินกำหนดให้หรือออกข้อกำหนด ให้ผู้ประกอบการที่ต้องขอการขอวงเงินสินเชื่อสำหรับการดำเนินธุรกิจ จำเป็นต้องจัดทำแผนธุรกิจประกอบการขอสินเชื่อทุกครั้ง โดยเหตุผลสำคัญที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินออกข้อกำหนดดังกล่าว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ผู้ประกอบการ ว่ามีความสามารถในการวางแผนในการดำเนินธุรกิจในระดับใด มีการศึกษาวิเคราะห์สภาวะตลาดและอุตสาหกรรมหรือไม่
ผลกระทบต่างๆจากสภาวะตลาดและอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการได้ทำการวิเคราะห์นั้น ส่งผลกระทบเช่นใดต่อธุรกิจ สภาวะการแข่งขัน จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค ของธุรกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันเป็นเช่นใด และผู้ประกอบการหรือผู้ขอกู้ได้มีกระบวนการวางแผน และดำเนินธุรกิจ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในด้านการตลาด การผลิตหรือการให้บริการ การบริหารจัดการภายใน การบริหารการเงิน อย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมเพียงใดต่อการวิเคราะห์นั้น มีการศึกษาข้อกำหนด กฎระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ที่ถูกต้องเพียงใด รวมถึงการคำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับธุรกิจ และการกำหนดแผนฉุกเฉินสำหรับตัวธุรกิจ ในกรณีที่มีเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการคาดคะเน หรือแผนฉุกเฉินของธุรกิจหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนของแผนการเงิน ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับกระแสเงินสดของกิจการเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นส่วนที่เป็นปัญหาสำคัญ ถ้าธุรกิจเกิดปัญหาการบริหารจัดการเงินสดที่ถูกต้อง รวมทั้งในด้านของการชำระคืนเงินกู้ให้กับทางธนาคาร ที่ต้องชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย และระยะเวลาต่างๆของกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นในธุรกิจ ที่ต้องสัมพันธ์กับการชำระคืนเงินกู้ ซึ่งจากแผนธุรกิจดังกล่าวถ้าผู้ประกอบการมีความเข้าใจและจัดทำแผนธุรกิจอย่างถูกต้อง ก็จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้กับทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน เนื่องจากถือได้ว่าผู้กู้มีความสามารถ และศักยภาพเพียงพอในการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ นอกจากในส่วนที่เป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้กับทางธนาคาร การที่ผู้ประกอบการมีการวางแผน และการจัดทำแผนธุรกิจที่ถูกต้อง ย่อมช่วยให้เป็นแนวทางแก่ผู้ประกอบการในการดำเนินการของธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนและสามารถเจริญเติบโตภายใต้ภาวะการแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการแทบทั้งสิ้น

ส่วนใหญ่แล้วในประเทศผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการขอกู้เงิน หรือระดมทุนจากแหล่งทุนภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน และจากข้อกำหนดที่ผู้ขอกู้เงินต้องยื่นเสนอแผนธุรกิจ กับทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน ทำให้อาจกล่าวได้เลยว่ามากกว่า 99% ของแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นนั้น นำไปใช้เพื่อยื่นเสนอต่อธนาคารหรือสถาบันการเงิน มากกว่าวัตถุประสงค์อื่นๆ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ยังมีผู้ประกอบการจำนวนน้อยราย ที่เห็นความสำคัญในประโยชน์ของการจัดทำแผนธุรกิจดังกล่าว โดยกลับมองเห็นว่าถือเป็นภาระหรือความยุ่งยากสำหรับตนเอง ที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินกำหนดให้ต้องมีการเขียนแผนธุรกิจ จึงไม่ใส่ใจหรือละเลยในการจัดทำแผนธุรกิจ โดยจัดทำแผนธุรกิจแบบขอไปที โดยเพียงแต่หาโครงสร้างของแผนธุรกิจ แล้วกรอกรายละเอียดไปตามหัวข้อต่างๆ ในโครงสร้างของแผนธุรกิจนั้นให้ครบ หรือไปคัดลอกแผนธุรกิจของธุรกิจอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน แล้วแก้ไขรายละเอียดให้เป็นของธุรกิจตนเอง เช่น ข้อมูลกิจการ หรือข้อมูลการเงิน ซึ่งส่งผลให้เมื่อนำเสนอไปยังธนาคารหรือสถาบันการเงิน ส่วนใหญ่แล้วจะได้รับการปฏิเสธ หรือรวมถึงการว่าจ้างบุคคลภายนอกให้ทำการเขียนแทน โดยคิดว่าบุคคลภายนอกที่เป็นมืออาชีพหรือที่ปรึกษานั้น สามารถจัดทำแผนธุรกิจได้ดีกว่าตนเอง และน่าที่จะได้รับการอนุมัติจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน โดยไม่สนใจศึกษารายละเอียดในแผนธุรกิจ ที่ว่าจ้างมืออาชีพหรือที่ปรึกษาให้เขียนขึ้นนั้นเลย สุดท้ายแล้วก็มักจะได้รับการปฏิเสธเช่นเดียวกัน ซึ่งสาเหตุดังกล่าวจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป

เพื่อใช้ประกอบการศึกษาหรือการอบรม เหตุผลหรือวัตถุประสงค์จะมาจากเรื่องที่ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาเริ่มให้ความสำคัญและบรรจุเนื้อหาเกี่ยวการเขียนแผนธุรกิจ เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเรียนสำหรับนักศึกษาด้านการบริหารธุรกิจ หรือภาควิชาที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับอาชีวศึกษา ระดับปริญญาตรี และปริญญาโท โดยเฉพาะในส่วนระดับปริญญาโทบางมหาวิทยาลัย ที่กำหนดให้การเขียนแผนธุรกิจเป็นหัวข้อวิชาในการศึกษา เทียบเท่าหรือทดแทนการศึกษาค้นคว้าอิสระ (Independent Study) ทำให้มีนักศึกษาบางคนเลือกที่จะเขียนแผนธุรกิจ เพราะคิดว่าสามารถทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากไม่เสียเวลาที่ต้องทำแบบสอบถาม หรือทำการวิจัย และอาจสามารถหาตัวอย่างต่างๆ ของแผนธุรกิจประเภทเดียวกันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดพลาดเป็นอย่างยิ่ง นอกจากในส่วนสถาบันการศึกษาโดยทั่วไปแล้ว สำหรับผู้ประกอบการก็อาจต้องมีการจัดทำแผนธุรกิจ ในกรณีที่เข้าโครงการอบรมจากหน่วยงานของรัฐ เช่น ศูนย์บ่มเพาะ (Incubation Center) หรือโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (New Entrepreneur – NEC) ที่ผู้ประกอบการต้องมีการนำเสนอแผนธุรกิจ ต่อทางโครงการหรือคณะกรรมการ โดยถือเป็นหัวข้อสุดท้ายในการผ่านหรือการจบหลักสูตร แต่สิ่งที่พบสำหรับแผนธุรกิจที่มาจากนักศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของลักษณะแผนที่นำเสนอหรือเขียนขึ้น จะไม่ใช่ลักษณะหรือมีองค์ประกอบที่ถูกต้องของแผนธุรกิจ แต่จะอยู่ในลักษณะของ แผนกลยุทธ์ (Strategic Plan) หรือแผนการตลาด (Marketing Plan) มากกว่าที่จะเป็นแผนธุรกิจ (Business Plan) และมักจะมีรายละเอียดของข้อมูลต่างๆของธุรกิจ ที่มีมากมายโดยไม่จำเป็น หรือไม่ใช่ข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้สำหรับแผนธุรกิจ รวมถึงการที่ไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง ทำให้รายละเอียดที่นำเสนอในแผนธุรกิจไม่เป็นความจริง และถ้าเป็นในส่วนของผู้ประกอบการจากโครงการต่างๆ มักจะเป็นเรื่องของแผนธุรกิจที่นำเสนอ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Feasibility Study) ซึ่งกรณีนี้ส่วนใหญ่ข้อมูลการลงทุนจะไม่ค่อยผิดพลาดนัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการคุ้นเคย หรือทราบรายละเอียดอยู่เดิม แต่มักจะขาดความชัดเจนด้านการดำเนินการทางการตลาด รวมทั้งการคำนวณเกี่ยวกับประมาณการทางการเงินที่ถูกต้อง และเมื่อทั้งนักศึกษาหรือผู้ประกอบการนำเสนอแผนธุรกิจในลักษณะดังกล่าว ที่ได้จากการศึกษาหรือการอบรมกับธนาคารหรือสถาบันการเงิน ก็มักจะประสบปัญหาที่ต้องกลับมาแก้ไข หรือขาดรายละเอียดสำคัญไป เพราะเข้าใจว่าสิ่งที่ตนเองศึกษาหรือได้รับการอบรมมา เป็นแผนธุรกิจที่ถูกต้องเพียงพอและสามารถนำไปใช้ได้เลย ซึ่งผู้เขียนจะได้กล่าวถึงเรื่องของความแตกต่างของแผน หรือเอกสารแต่ละแบบ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับแผนธุรกิจในโอกาสต่อไป

เพื่อการประกวดหรือการแข่งขัน เหตุผลหรือวัตถุประสงค์จะมาจากเรื่องที่มีการเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเขียนหรือการจัดทำแผนธุรกิจ โดยในปัจจุบันได้มีการจัดประกวดแข่งขันในการเขียนแผนธุรกิจ จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการจัดประกวดแข่งขันการเขียน แผนธุรกิจภายในมหาวิทยาลัย โดยมีทั้งการแข่งขันการเขียนแผนธุรกิจที่เป็นภาษาไทย แผนธุรกิจที่เป็นภาษาอังกฤษ ตัวอย่างเช่น โครงการประกวดแผนธุรกิจใหม่แห่งชาติ สำหรับนักศึกษาปริญญาโท โครงการ HSBC Young Entrepreneur Award ที่ประกวดเขียนแผนธุรกิจภาษาอังกฤษ ในระดับปริญญาตรี รวมถึงการประกวดแข่งขันแผนบางรายการ เช่น โครงการประกวดแผนการตลาด J-MAT Award เป็นต้น ซึ่งอาจมีลักษณะของการกำหนดตัวธุรกิจ หรือไม่กำหนดธุรกิจในการเขียน แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นการประกวดหรือการแข่งขันแผนธุรกิจ ผู้จัดประกวดหรือแข่งขันมักจะให้ผู้เข้าประกวดเลือกธุรกิจที่จะเขียนหรือนำเสนอเอง ส่วนการประกวดแผนอื่นๆ เช่นแผนการตลาด ผู้จัดมักจะมีโจทย์หรือมีข้อกำหนดมาก่อนเพื่อให้ผู้เข้าประกวดเขียนแผนนำเสนอ โดยส่วนใหญ่แล้วแผนธุรกิจสำหรับประกวดหรือเพื่อการแข่งขันนี้ มักมีข้อกำหนดในโครงร่าง หรือหัวข้อต่างๆจากผู้จัดกำหนดไว้ก่อนแล้ว แต่สิ่งที่พบในฐานะที่ผู้เขียนเป็นกรรมการพิจารณาในการประกวดแข่งขันแผนธุรกิจ มักจะอยู่ที่ผู้เข้าประกวดเลือกประเภทธุรกิจผิดประเภท หรือเลือกธุรกิจที่เกิดข้อเสียเปรียบ เมื่อจะเลือกที่จะใช้เขียนเพื่อการแข่งขัน หรือการขาด Business Model ที่เป็นศูนย์กลางของแผนธุรกิจไป โดยในเรื่องของ Business Model ผู้เขียนได้เคยกล่าวถึงไว้ ในคอลัมน์ Smart SMEs “จากแนวคิด...สู่แผนธุรกิจ - Business Model to Business Plan” ผู้อ่านที่สนใจสามารถอ่านย้อนหลัง ได้จากหนังสือพิมพ์บิสสิเนสไทย ฉบับที่ 279 วันที่15-21 มกราคม 2549 ซึ่งผู้เขียนได้เคยกล่าวถึงไว้ในเรื่องดังกล่าวแล้ว รวมถึงการไม่เข้าใจวัตถุประสงค์หรือลักษณะของแผนธุรกิจ ที่ใช้ในการประกวดหรือการแข่งขัน ที่จะมีลักษณะขององค์ประกอบ หรือการนำเสนอแตกต่างจากแผนธุรกิจในวัตุประสงค์อื่นๆ

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แผนธุรกิจ กับ SMEs ตอน....ที่มาของแผนธุรกิจ

รัชกฤช คล่องพยาบาล
ที่ปรึกษา ส่วนบริการปรึกษาการเงินและการร่วมลงทุน
ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ตลอดช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา แผนธุรกิจถือเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีผู้สนใจ และต้องการศึกษาในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก ทั้งจากผู้ประกอบการและจากผู้สนใจรวมทั้งนิสิตนักศึกษา เนื่องจากปัจจุบันการขอสินเชื่อเพื่อการดำเนินธุรกิจ ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะร้องขอให้ผู้ขอกู้จัดทำแผนธุรกิจประกอบการขอกู้ด้วยทุกครั้ง ตั้งแต่วงเงินระดับหลักหมื่นหรือหลักแสนขึ้นไป ซึ่งต่างจากในอดีตที่ผู้ขอกู้เพียงเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของธุรกิจก็เพียงพอแล้ว หรือถ้ามีความจำเป็นต้องจัดทำก็จะเป็นเฉพาะวงเงินสินเชื่อในระดับหลายสิบล้านหรือระดับหลายร้อยล้านบาทเท่านั้น ซึ่งการที่ต้องมีการจัดทำแผนธุรกิจนี้ถือเป็นปัญหาของผู้ประกอบการโดยทั่วไป ที่ยังขาดทักษะหรือยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง และนอกจากนี้ในปัจจุบันที่สถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับอาชีวะศึกษา ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เริ่มมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ มีการจัดประกวดแข่งขัน ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ ทำให้นิสิต นักศึกษา ที่ศึกษาด้านธุรกิจหรือมีความเกี่ยวข้อง มีความตื่นตัวเกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

แต่เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีตำราวิชาการในประเทศ ที่กล่าวถึงเนื้อหาของการเขียนแผนธุรกิจโดยตรง โดยส่วนใหญ่มักเป็นการกล่าวถึงเฉพาะโครงสร้างของแผนธุรกิจ หรือวิธีการเขียน รวมถึงไม่มีบทความใดๆที่จะกล่าวถึงการใช้ประโยชน์ และแนวทางต่างๆในการใช้ประโยชน์ของแผนธุรกิจในทางปฏิบัติ หรือถ้าเป็นเอกสารตำราของต่างประเทศที่มีอยู่ ก็อาจจะมีรายละเอียดเนื้อหาจำนวนมาก และอาจไม่สัมพันธ์ กับวัตถุประสงค์และลักษณะของการจัดทำแผนธุรกิจสำหรับประเทศไทย ผู้เขียนจึงเห็นว่าความรู้เกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจเป็นเรื่องที่ควรจะกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่ง โดยจากประสบการณ์ของผู้เขียนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเป็นวิทยากรอบรมด้านแผนธุรกิจ และความรู้ด้านการประกอบธุรกิจแก่ SMEs ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ผู้เขียนเห็นว่ารายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับปัญหา และแนวทางต่างๆเกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจจากประสบการณ์ของผู้เขียนนี้ น่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจบ้างไม่มากก็น้อย ตั้งแต่กระบวนการในการเริ่มต้นการจัดทำแผนธุรกิจ จนกระทั่งถึงขั้นตอนการนำเสนอแผนธุรกิจ เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจสามารถใช้ศึกษาอ้างอิงเพื่อให้มีความเข้าใจขั้นตอนต่างๆเกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจที่ดีได้มากยิ่งขึ้น โดยเนื้อหาต่างๆที่จะกล่าวถึงจะมิใช่การเขียนในเชิงวิชาการหรือเป็นข้อมูลด้านวิชาการ เนื่องจากผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากแหล่งความรู้อื่นๆทั่วไปที่มีอยู่ ทั้งจากหนังสือด้านแผนธุรกิจ คู่มือการเขียนแผนธุรกิจ เอกสารตำรา การอบรมด้านแผนธุรกิจ หรือข้อมูลต่างๆที่ระบุไว้ใน Website ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเนื้อหาต่างๆอาจจะแบ่งเป็นตอนๆ สั้นบ้างยาวบ้างแล้วแต่เนื้อหาในแต่ละเรื่อง ซึ่งหวังว่าผู้สนใจจะได้ติดตามรายละเอียดจนครบถ้วน

อดีตที่ผ่าน...

ในอดีตที่ผ่านมาแผนธุรกิจมิได้ถือว่าเป็นเอกสารสำคัญ หรืออาจกล่าวได้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเอกสารนี้เลย ในการขอสินเชื่อหรือใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยมีเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเฉพาะองค์กรจากต่างประเทศ และมักจะเป็นองค์กรระดับสากล ที่มีมาตรฐานด้านการบริหารจัดการระดับสูงเท่านั้นที่มีการจัดทำ โดยส่วนใหญ่แล้วการจัดทำแผนธุรกิจดังกล่าวมักเป็นไปเพื่อใช้ในการบริหารจัดการองค์กรเป็นสำคัญ และสำหรับองค์กรหรือผู้ประกอบการในประเทศ การขอวงเงินสินเชื่อในอดีตก็ไม่มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการหรือผู้ขอกู้ จะต้องจัดทำแผนธุรกิจประกอบการขอสินเชื่อ ถ้ามิใช่วงเงินระดับหลายสิบหรือหลายร้อยล้านบาท หรือแม้แต่วงเงินกู้ที่ถึงระดับดังกล่าว ก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องจัดทำแผนธุรกิจก็ได้ โดยเป็นเพียงผู้ขอกู้กรอกรายละเอียดต่างๆ ในแบบคำขอสินเชื่อ (Loan Application) ที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินกาหนดไว้ เกี่ยวกับข้อมูลธุรกิจ รายรับ-รายจ่ายของธุรกิจ คำนวณหายอดคงเหลือหรือผลกำไรของกิจการ เพื่อพิจารณาว่ากำไรคงเหลือนั้นเพียงพอในการชำระเงินกู้ ซึ่งประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยหรือไม่ โดยหลักโดยทั่วไปของการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารหรือสถาบันการเงินหรือหลัก 5Cs ที่ใช้เป็นมาตรฐาน คือ Character (คุณลักษณะ), Credit (ความน่าเชื่อถือ), Capacity (ความสามารถในการผ่อนชำระ), Collateral (หลักประกัน) และ Condition (เงื่อนไข) รวมทั้งสิ้น 5 ประการ ก็ยังถือเป็นเกณฑ์พื้นฐานทั่วไปในการอนุมัติสินเชื่อจนถึงปัจจุบัน

โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ยังยึดถือเกี่ยวกับเรื่องของหลักประกันซึ่งเน้นหนักที่อสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ทำให้การพิจารณาให้น้ำหนักที่ตัว Character และ Collateral เป็นสำคัญ โดยในเรื่องของ Credit และ Capacity และ Condition อาจถือเป็นเรื่องรองลงมา แม้ว่าจะบอกกันทั่วไปว่าดูทั้งหมด 5 ประการก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม “No Land No Loan” ก็ยังเป็นข้อเท็จจริงอยู่ สำหรับการขอกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงินแม้ในปัจจุบันก็ตาม ประกอบกับในอดีตก่อนหน้านี้การอนุมัติหรือพิจารณาสินเชื่อนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการใช้วงเงินไม่มากนักในการทำธุรกิจ ซึ่งมักจะอยู่ในดุลยพินิจหรือความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่สินเชื่อสาขาเป็นหลัก ที่จะเป็นผู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อได้ด้วยตนเอง ตามขอบเขตที่ทางธนาคารกำหนด หรืออาจอยู่ขอบเขตของผู้จัดการสาขาธนาคาร ที่สามารถอนุมัติได้เลยเพื่อความสะดวก โดยอาจจะไม่มีระบบคณะกรรมการพิจาณาอนุมัติอย่างเข้มงวดเช่นในปัจจุบัน โดยถ้าจำเป็นจะต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากคณะกรรมการ ของธนาคารหรือสถาบันการเงิน เจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ดูแลลูกค้านี้ก็มักจะเป็นผู้จัดทำรายละเอียด เกี่ยวกับตัวธุรกิจของผู้ขอกู้ในการนำเสนอเพื่อพิจารณาจากผู้จัดการสาขาหรือคณะกรรมการ โดยข้อมูลที่ได้เหล่านี้ก็จะมาจากการที่ได้ไปสำรวจหรือศึกษาข้อมูลต่างๆจากธุรกิจ หรือจากการประเมินราคาหลักประกัน ซึ่งในอดีตเจ้าหน้าที่สินเชื่อเป็นผู้ประเมินราคาหลักประกันเอง โดยมิต้องอาศัยผู้ประเมินราคาหรือบริษัทประเมินราคาทรัพย์สินภายนอกเช่นในปัจจุบัน หรือจากใช้วิธีสัมภาษณ์ข้อมูลต่างๆของผู้ประกอบการที่เป็นอยู่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเจ้าหน้าที่สินเชื่อซึ่งเป็นผู้พิจารณา เป็นผู้จัดทำข้อมูลของธุรกิจหรือแผนธุรกิจเพื่อการขออนุมัติให้ผู้ประกอบการเสียเอง ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็เป็นเช่นนี้มาเป็นเวลาเนิ่นนานตั้งแต่ในอดีต จนกระทั่งตั้งแต่ช่วงหลังปี 2530 เป็นต้นมา เริ่มมีการโยกย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศ เช่น จากประเทศญี่ปุ่น อเมริกาเข้ามาลงทุนในประเทศไทยที่มีฐานค่าแรงงานที่ต่ำกว่า และประเทศข้างเคียงในภูมิภาคเดียวกันยังมีการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอินโดจีนที่มีศักยภาพในการลงทุน จึงก่อให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมากจากต่างประเทศ ราคาที่ดินในประเทศเริ่มมีการถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลทำให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มขยายตัว เพื่อรองรับตามการลงทุนที่เกิดขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว รวมถึงความต้องการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น การย้ายฐานแรงงานจากภาคเกษตรกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม จากชนบทสู่ตัวเมือง ทำให้ตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดโครงการ (Project) ต่างๆขึ้นมากมาย เพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารและสถาบันการเงิน และเริ่มเห็นภาพได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ ปี 2532

ยุคทองอสังหาฯ...ยุคทอง Feasibility Study


จากการขยายตัวของการย้ายฐานการลงทุนของธุรกิจจากต่างประเทศ รวมถึงในช่วงเวลาการบริหารงานของอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เปลี่ยนมาใช้นโยบายจากสนามรบเป็นสนามการค้า ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของยุคทองในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง ตั้งแต่ประมาณปี 2532 ทำให้เกิดโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น ที่ดินแบ่งขาย ที่ดินจัดสรร โครงการ ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม โรงแรม โรงงาน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ประกอบการเพียงปักป้ายลงบนที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งซึ่งเพียงแค่ทำสัญญามัดจำไว้ ก็สามารถขายโครงการได้แล้ว ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้ประกอบการจำนวนมาก ที่กระโดดเข้ามาทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมากมาย สามารถกลายเป็นมหาเศรษฐีได้ในชั่วเวลาเพียงข้ามคืน โดยอาจจะไม่ต้องลงทุนใดๆเลย ขอให้เพียงแต่มีที่ดินแปลงงามๆ หรือรู้จักเจ้าของที่ดินหรือผู้ต้องการลงทุน ทำให้อาชีพนายหน้าที่ดินถือเป็นอาชีพที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างมหาศาล อีกทั้งธนาคารหรือสถาบันการเงิน ก็มีความยินดีที่จะปล่อยเงินกู้ให้กับโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากโครงการสามารถคืนเงินกู้ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากระยะเวลาโครงการส่วนใหญ่จะกินเวลาเพียง 1-3 ปี เท่านั้น และผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ก็มักจะไม่เกี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่อาจจะสูงกว่าธุรกิจประเภทอื่น ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นธุรกิจหลักที่ทุกๆธนาคารหรือสถาบันการเงินให้การสนับสนุน โดยเฉพาะการให้สัดส่วนระหว่างหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ในระดับสูง เช่น อาจถึงระดับ 10 : 1 หรือมากกว่า กล่าวคือผู้กู้สามารถกู้เงินได้ถึง 10 ล้านบาท แม้ว่าตนเองจะมีทุนเพียง 1 ล้านบาทหรือน้อยกว่าก็ตาม เป็นต้น ซึ่งจะแตกต่างกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างมากมาย ที่สัดส่วนระหว่างหนี้สินต่อทุนที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินให้จะอยู่ในระดับเพียง 1 : 1 หรืออย่างมากเพียง 2 : 1 เท่านั้น

แต่เนื่องจากที่การจัดทำโครงการด้านอสังหาริมทรัพย์ มีความแตกต่างจากธุรกิจประเภทอื่น เนื่องจากไม่มีสินค้าหรืออาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จให้เห็น เพราะในสมัยนั้นใช้การขายแบบ Pre-sale คือขายแบบบนกระดาษก่อนก่อสร้างจริง ไม่มีเครื่องจักรอุปกรณ์ให้พิจารณา เพราะเป็นเรื่องการลงทุนของผู้รับเหมาก่อสร้าง คงมีเพียงเฉพาะที่ดินว่างเปล่า ซึ่งมักจะเป็นของผู้กู้ที่จะทำการก่อสร้างเท่านั้น ทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อไม่สามารถใช้วิธีการนำเสนอ หรือเขียนรายละเอียดของธุรกิจหรือโครงการ เพื่อการขออนุมัติได้เหมือนแบบธุรกิจเดิมๆที่เคยเป็นมา จึงทำให้โครงการต่างๆเหล่านี้จำเป็นต้องให้ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนโครงการ เป็นผู้นำเสนอรายละเอียดต่างๆให้ครบถ้วนตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนกระทั่งปิดโครงการ เนื่องจากเป็นโครงการหรือธุรกิจที่เริ่มจากศูนย์ หรือจากเพียงที่ดินว่างเปล่าที่จะมีการพัฒนาในอนาคต มีการลงทุนและการเบิกจ่ายเพื่อการพัฒนาที่ดิน การก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง มีการวางแผนการขาย การวางเงินดาวน์ การโอน รวมถึงมูลค่าของโครงการที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อโดยทั่วไป อาจไม่สามารถระบุรายละเอียดดังกล่าวได้อย่างครบถ้วนเพียงพอ เหมือนการจัดทำรายละเอียดเพื่อขออนุมัติสินเชื่อเหมือนแต่เดิมที่ผ่านมา และจากมูลค่าของโครงการที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการของธนาคารหรือสถาบันการเงิน จึงต้องมีการร้องขอให้ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุน จัดทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Feasibility Study) เสนอประกอบการพิจารณาโครงการที่จะขอสินเชื่อ หรือเจ้าหน้าที่สินเชื่อที่มีความรู้ด้านการเงินเป็นอย่างดี ก็อาจรับเป็นผู้จัดทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้กับผู้ขอกู้เอง หรือที่เรียกกันว่าสินเชื่อมือปืน คือรับเขียนด้วยนำเสนอเองด้วยขออนุมัติให้ด้วย ประเภททรีอินวัน ซึ่งการขอรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการดังกล่าวนี้ ก็ถูกใช้เรื่อยมาจนกระทั่งในปัจจุบันคำว่า “เสนอโครงการ” ก็ยังคงถูกเรียกติดปากจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อ แม้ว่าจะเป็นธุรกิจอื่นที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์ก็ตาม และถูกเรียกขานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อต้องการให้ผู้ประกอบการเสนอแผนธุรกิจหรือแผนดำเนินการเมื่อติดต่อขอกู้ แม้ว่าผู้ประกอบการต้องการสินเชื่อเพื่อดำเนินโดยมิใช่การดำเนินการในลักษณะโครงการ เช่น ลักษณะของโครงการอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม จากที่มาดังกล่าวนี่เอง

ภาวะฟองสบู่...สู่ยุคตกต่ำ

ภาวะดังกล่าวเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ และการเสนอรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก็ได้ดำเนินมาตลอดเรื่อยมา จนกระทั่งถึงช่วงปี 2538 ระบบเศรษฐกิจของประเทศเริ่มเกิดสัญญาณของภาวะฟองสบู่ การเพิ่มขึ้นของการแข่งขันในอัตราดอกเบี้ยทั้งด้านเงินฝาก และด้านเงินกู้ ภาวะการเก็งกำไร การโจมตีค่าเงินบาทจากกองทุน Hedge Fund ของต่างประเทศ มาตรการที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธปท. กำหนดให้ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ต้องมีการการตั้งสำรองตามระดับการจัดชั้นหนี้ รวมถึงสัญญาณอื่นๆในการบริโภคของผู้บริโภค เช่น การใช้จ่ายเงินเกินตัว การผิดนัดบัตรเครดิต เป็นต้น ส่งผลให้ในปี 2540 ประเทศไทยจำเป็นต้องประกาศลดค่าเงินบาท ซึ่งทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ธุรกิจต่างๆประสบกับภาวะล้มละลาย ประเทศไทยต้องเข้าโครงการฟื้นฟูของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF หนี้สินและทรัพย์สินต่างๆที่ใช้ค้ำประกันหนี้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆที่ต้องปิดตัวลง โครงการต่างๆถูกทิ้งร้าง หนี้และภาระหนี้ต่างๆถูกขายออกไปให้กับกลุ่มกองทุนจากต่างประเทศ ตามโครงการฟื้นฟูหนี้ หรือจากการดำเนินการโดยปรส. บางส่วนที่เป็นหนี้ที่ยังสามารถดำเนินการได้ ถูกขายให้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ประกอบการและธุรกิจต่างได้รับผลกระทบ กลายเป็น NPL หรือ Black Lists กันอย่างมากมาย และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นผู้ประกอบการไม่สามารถติดต่อขอกู้เงิน จากธนาคารหรือสถาบันการเงินใดๆได้เลย ถ้ามีประวัติการเป็น NPL หรือ Black Lists มาก่อน รวมถึงธนาคารหรือสถาบันการเงินก็จะไม่เสี่ยง ในการให้เงินกู้กับผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยทำธุรกิจ แม้ว่าจะไม่ถึงกับขาดทุนหรือล้มละลาย ถ้าไม่แน่ใจว่าธุรกิจของผู้ประกอบการรายนั้นสามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะภาระของการที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอาจจะต้องตั้งสำรองหนี้ โดยจะยังคงให้วงเงินเฉพาะกับผู้ประกอบรายเดิม และเป็นลูกหนี้เดิม ของทางธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้น ที่ยังมีความสามารถประคองตัวอยู่รอดได้เท่านั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการใหม่แล้ว โอกาสในการขอเงินกู้ธนาคารหรือสถาบันการเงินแทบจะถือได้ว่าเป็นศูนย์เลยทีเดียว

ช่วงเวลาของ SMEs…ที่มาของแผนธุรกิจ

โดยต่อมาตั้งแต่ช่วงปี 2543-2544 เป็นต้นมา ภาครัฐได้เห็นความสำคัญของวิสาหิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ที่จะถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จากเดิมที่เห็นความผิดพลาดที่มุ่งเน้นแต่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยลืมนึกถึงวิสาหิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ถือเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจในประเทศไทย จึงได้มีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ขึ้นตาม พรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในปี 2543 ซึ่งถือเป็นองค์กรหลักในการประสานงานและสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือ SMEs รวมถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงการใช้ช่องทางของธนาคารหรือสถาบันการเงินของรัฐ เป็นช่องทางในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจแก่ SMEs เช่น ธนาคารกรุงไทย หรือ บรรษัทอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) ซึ่งกลายสภาพเป็นธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME Bank ในปัจจุบัน เพื่อเป็นตัวอย่างในการอนุมัติวงเงินสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ ต่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นๆที่ยังคงเหลืออยู่ในระบบเศรษฐกิจ เราจึงได้เห็นโฆษณาของธนาคารภาครัฐเรื่องของ อัศวินม้าขาวจากธนาคารกรุงไทย หรือโฆษณา Oasis กลางทะเลทรายของ บอย. ที่ให้โอกาสกับผู้ประกอบการรายเดิมที่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาหรือสำหรับผู้ประกอบการใหม่ อันเป็นจุดเริ่มของการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ เนื่องจากเห็นว่ายังมีผู้ประกอบการจำนวนมาก ที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากอาจถือว่าความเข็ดขยาดของธนาคารหรือสถาบันการเงิน ที่มีต่อผู้ประกอบการที่ไม่มีศักยภาพ และความสามารถเพียงพอในการทำธุรกิจ ทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินออกเกณฑ์บังคับเบื้องต้นต่อผู้ประกอบการ ให้มีการจัดทำแผนธุรกิจหรือ Business Plan ประกอบการขอกู้ด้วย เพื่อพิจารณาว่าผู้ประกอบการรายดังกล่าว มีการวางแผนในการดำเนินธุรกิจที่ดีเพียงใด โดยเฉพาะความรู้ด้านการตลาด หรือสภาวะการแข่งขัน และแผนการเงิน เพื่อพิจารณาว่าผู้ประกอบการมีการบริหารจัดการที่ดีเพียงใด มีการบริหารต้นทุน การหารายได้ มีผลกำไรของธุรกิจโดยเฉพาะเรื่องของเงินสด ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญของความอยู่รอดของธุรกิจ มีการวางแผนการบริหารจัดการที่ดีและเหมาะสมเพียงใด เพราะนอกจากจะช่วยเป็นสิ่งที่ช่วยให้ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ในการใช้ประเมินศักยภาพและความสามารถของผู้ประกอบการ และยังเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในการอนุมัติสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการดังกล่าวอีกด้วย โดยในช่วงต้นการร้องขอให้มีการจัดทำแผนธุรกิจประกอบการขอกู้ ยังคงเป็นเฉพาะวงเงินสินเชื่อ ในระดับล้านหรือหลายสิบล้านขึ้นไป ซึ่งแม้แต่ผู้เขียนเองก็ไม่สามารถหาหลักฐานยืนยัน และก็ไม่แน่ใจนักว่าธนาคารแห่งใดที่เป็นผู้เริ่มต้นในการถือเป็นข้อกำหนด ที่ต้องให้ผู้ประกอบการจัดทำแผนธุรกิจ ประกอบถ้าต้องการขอวงเงินสินเชื่อเป็นแห่งแรก แต่จากภายหลังที่แผนธุรกิจถือเป็นเครื่องมือที่ดีในการสร้างความเข้าใจของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ต่อศักยภาพของผู้ประกอบการ การดำเนินธุรกิจ อนาคตในการเติบโต และการลดความเสี่ยงของทางธนาคาร ทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินแห่งอื่นที่ยังไม่มีข้อกำหนดดังกล่าว เกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจประกอบการขอสินเชื่อ เล็งเห็นถึงประโยชน์ของแผนธุรกิจต่อการพิจารณาสินเชื่อ และได้เริ่มมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการต้องให้ผู้ประกอบการจัดทำแผนธุรกิจ ประกอบการขอวงเงินสินเชื่อทุกครั้งเช่นเดียวกัน โดยเริ่มพบเห็นข้อกำหนดดังกล่าวตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา จนกระทั่งปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าทุกๆวงเงินสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นวงเงินระดับใดก็ตาม ที่ผู้ประกอบการต้องการขอกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อการดำเนินธุรกิจ จำเป็นต้องจัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan) ประกอบการขอกู้ด้วยทุกครั้ง ซึ่งผู้ประกอบการก็อาจจะเขียนแผนธุรกิจขึ้น จากโครงสร้างที่ธนาคารและสถาบันการเงินนั้นกำหนดไว้ จากโครงสร้างของแผนธุรกิจที่ศึกษาจากตำราอ้างอิง จากคู่มือการเขียนแผนธุรกิจ จากแหล่งข้อมูลอ้างอิงต่างๆ หรือจากประสบการณ์ของตนเองที่ได้เคยศึกษา หรือได้เข้าคอร์สอบรมเกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ ทั้งที่เป็นการเขียนด้วยตนเองหรือว่าจ้างบุคคลภายนอกเป็นผู้เขียนแผนธุรกิจให้เป็นกรณีไป

Business Model to Business Plan

รัชกฤช คล่องพยาบาล
ที่ปรึกษา SMEs ด้านการเงินและร่วมลงทุน
ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ผู้เขียนมักได้รับการสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของการจัดทำแผนธุรกิจ จากผู้ประกอบการหรือผู้เข้ารับการอบรมว่าแผนธุรกิจที่ดีและถูกต้องควรจะเป็นเช่นใด และต้องมีองค์ประกอบใดบ้างจึงจะถือว่าครบถ้วน ซึ่งในฐานะที่ปรึกษาธุรกิจและวิทยากรอบรมด้านการจัดทำแผนธุรกิจ ผู้เขียนก็จะชี้แจงรายละเอียดต่างๆให้ผู้ถาม หรือผู้อบรมรับทราบอยู่เสมอถึงองค์ประกอบต่างๆที่แผนธุรกิจควรมี รวมถึงได้เขียนคู่มือการเขียนแผนธุรกิจ ที่ใช้เป็นคู่มือในการจัดทำแผนธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ และผู้สนใจทั่วไปทั้งที่เป็นหนังสือคู่มือ และการ Download File จาก Website ของสสว. แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการบางรายสอบถามผู้เขียนว่า ถ้าตนเองเขียนหรือแสดงรายละเอียดตามหัวข้อต่างๆที่ปรากฏในคู่มือการเขียนแผนธุรกิจของ สสว. หรือจากโครงสร้างการเขียนแผนธุรกิจจากหน่วยงานอื่นๆก็ตาม จะถือว่าเป็นแผนธุรกิจที่ใช้ได้หรือเป็นแผนธุรกิจที่ดีใช่หรือไม่ ซึ่งผู้เขียนก็ตอบประเด็นดังกล่าว ไปตามลักษณะของแผนธุรกิจที่ผู้ประกอบการรายนั้นสอบถามมาเป็นกรณีไป

แต่เนื่องจากคำนิยามของแผนธุรกิจมีค่อนข้างหลากหลาย สำหรับผู้เขียนแล้วคำจำกัดความของแผนธุรกิจจะหมายถึง “เอกสารซึ่งแสดงถึงข้อมูลและรายละเอียดของธุรกิจ รวมถึงวิธีการและกระบวนการในการดำเนินการของธุรกิจในทุกด้าน ที่ได้ผ่านการวางแผนขึ้นตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของธุรกิจนั้น รวมถึงแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของธุรกิจจากวิธีการและกระบวนการในการดำเนินการของธุรกิจที่ได้กำหนดขึ้น” ซงที่ต้องระบุว่าเป็นเอกสาร (Document) นั้น ก็เพราะว่าถ้าไม่มีการจัดทำเป็นเอกสารหรือลายลักษณ์อักษร ก็จะเป็นเรื่องของการวางแผนธุรกิจ (Business Planning) โดยมิได้พิจารณาถึงเรื่องของหน้าที่ของแผนธุรกิจ ที่เป็นเครื่องมือในการสื่อสารของการวางแผนธุรกิจต่อผู้อ่านหรือบุคคลภายนอก หรือถ้ากล่าวโดยง่าย แผนธุรกิจ (Business Plan) ก็คือเอกสารที่แสดงถึงการวางแผนของธุรกิจนั่นเอง ดังนั้นถ้าผู้จัดทำแสดงรายละเอียดได้ครบถ้วน แต่ไม่มีการวางแผนในการทำธุรกิจที่ดี ก็จะเป็นเพียงแต่เอกสารที่เรียกว่าแผนธุรกิจเท่านั้น แต่ไม่ถือได้ว่าเป็นแผนธุรกิจที่ถูกต้องหรือเป็นแผนธุรกิจที่ดี นอกจากนี้การวางแผนธุรกิจคือการวางแผนว่าธุรกิจจะทำอะไรในวันนี้ หรือปัจจุบันรวมถึงในอนาคตของธุรกิจ และจะเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้นจากการกระทำนั้น ดังนั้นถ้าไม่สามารถแสดงผลลัพธ์หรือที่มาของการกระทำดังกล่าวได้ ซึ่งมักเป็นเรื่องของการประมาณการต่างๆ เช่น ที่มาของลูกค้า ยอดขาย ต้นทุน ผลกำไร ให้เป็นที่เชื่อถือของผู้อ่านแผนธุรกิจว่าเป็นจริงหรือสามารถเกิดขึ้นได้ตามที่ระบุไว้ในแผนธุรกิจ ก็ไม่ถือว่าเป็นแผนธุรกิจที่ดีเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีข้อมูลครบถ้วนตามหัวข้อต่างๆของแผนธุรกิจที่ควรมีก็ตาม

เนื่องจากในปัจจุบันความรู้ด้านการจัดทำแผนธุรกิจ ถูกให้ความสำคัญจากหน่วยงานต่างๆ ที่พยายามพัฒนาและผลักดันให้ผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีการวางแผน และสามารถจัดทำแผนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจัดฝึกอบรม การจัดทำคู่มือเอกสาร รวมถึงตำราวิชาการต่างๆที่กล่าวถึงการจัดทำแผนธุรกิจ การมีวิชาการเรียนการสอนด้านการจัดทำแผนธุรกิจ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษา ในการเป็นผู้ประกอบการใหม่ในอนาคต ซึ่งรวมถึงการจัดประกวดแผนธุรกิจทั้งในระดับอาชีวะ ปริญญาตรี ปริญญาโท จากหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆที่เป็นผู้สนับสนุน ซึ่งผู้เขียนในฐานะที่เป็นทั้งวิทยากรอบรม และกรรมการพิจารณาตัดสินแผนธุรกิจในการประกวดบางรายการที่จัดขึ้นดังกล่าว ได้เห็นถึงพัฒนาการของนักศึกษาที่มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำแผนธุรกิจมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่แล้วนักศึกษายังขาดความเข้าใจในประเด็นสำคัญบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนธุรกิจในการแข่งขันหรือการประกวด (Business Plan Competition) คือเรื่องของการมี Business Model ในแผนธุรกิจที่ส่งประกวด ที่ต้องเน้นในเรื่องของแนวความคิดใหม่ๆของธุรกิจ (New Business Idea) หรือเป็นธุรกิจที่มีความสามารถด้านการแข่งขัน (Competitive Edge) ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่าเรื่องของการพัฒนา Business Model สู่ Business Plan หรือแผนธุรกิจนี้ น่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจในเรื่องของการจัดทำแผนธุรกิจ ไม่เฉพาะนักศึกษาหรือเฉพาะแผนธุรกิจที่ส่งเข้าประกวดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการทั่วไปอีกด้วย เพราะ Business Model ถือเป็นแนวความคิดเริ่มต้น และเป็นแกนหลักสำคัญในการที่จะจัดทำแผนธุรกิจ เพื่อให้เป็นแผนธุรกิจที่ดีและมีความสมบูรณ์ครบถ้วน รวมถึงกระบวนการในการคิด Business model นี้ยังเป็นสิ่งที่ช่วยในการกำหนดการเริ่มต้นดำเนินการของธุรกิจ การปรับปรุงกระบวนการในการบริหารจัดการ หรือพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

คำว่า Business model นี้ยังไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจน บางครั้งก็จะใช้คำว่า ต้นแบบธุรกิจ โครงร่างธุรกิจ เป็นต้น ทั้งที่ส่วนใหญ่แล้วคำว่า Business model ก็เป็นที่กล่าวถึงและถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่กลับพบว่าไม่มีการกล่าวถึงคำจำกัดความอย่างชัดเจน หรือระบุถึงองค์ประกอบต่างๆ ของสิ่งที่ระบุได้ว่า Business Model โดยคำจำกัดความของ Business model ตามที่ปรากฎในการอ้างอิงปัจจุบันจาก Wikipedia, The free encyclopedia ได้ระบุคำจำกัดความของ Business Model ไว้คือ

A conceptual tool that contains a set of elements and their relationships and allows expressing the business logic of a specific firm. It is a description of the value a company offers to one or several segments of customers and of the architecture of the firm and its network of partners for creating, making and delivering this value and relationship capital, to generate profitable and sustainable revenue streams.
เครื่องมือทางความคิดที่ประกอบด้วยการแสดงถึงองค์ประกอบต่างๆ และตรรกะหรือความเป็นเหตุเป็นผลในการดำเนินการขององค์กร ซึ่งจะพรรณาถึงคุณค่าของธุรกิจที่เสนอต่อลูกค้า โครงสร้างของ
องค์กร และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนธุรกิจ การสร้างและการส่งมอบคุณค่าและความสัมพันธ์ของการลงทุนในการสร้างผลกำไรและกระแสรายรับอย่างยั่งยืน

Source : Wikipedia:The free encyclopedia, Osterwalder, Pigneur and Tucci (2005)

จากคำนิยามหรือคำจำกัดความดังกล่าวข้างต้น อาจจะดูเป็นเรื่องของนามธรรมซึ่งยากต่อการทำความเข้าใจ ดังนั้นเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจใน Business Model ที่จะพัฒนาไปสู่การจัดทำแผนธุรกิจ จึงขอให้ผู้อ่านจากภาพที่แสดงถึงองค์ประกอบต่างๆ 10 ประการที่ Business Model ควรมีอยู่ หรือได้รับการคิดหรือวางแผนในการกำหนดขึ้น ตามภาพที่ 1


ภาพที่ 1 : องค์ประกอบ 10 ส่วนของ Business Model

Value Proposition
สินค้าหรือบริการของธุรกิจสามารถสร้างอรรถประโยชน์ (Utility) หรือสามารถตอบสนองความพึงพอใจ (Satisfaction) ให้กับลูกค้าได้อย่างไร
Market Segments
กลุ่มลูกค้าที่มีลักษณะทั่วไปหรือมีคุณลักษณะที่เหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของธุรกิจ ในการที่จะสร้างอรรถประโยชน์ (Utility) หรือสามารถตอบสนองความพึงพอใจ (Satisfaction) ของธุรกิจ สินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าได้

Distribution Channels
วิธีการในการที่ธุรกิจจะเข้าตลาด ซึ่งจะรวมความถึงการดำเนินการทางการตลาดและกลยุทธ์ในการกำหนดช่องทางจัดจำหน่ายที่สร้างความสะดวกให้กับลูกค้าเป้าหมาย

Customer Relationship
วิธีการเชื่อมโยงในความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้าที่แตกต่างกันในตลาด กระบวนการในการจัดการความเชื่อมโยงในความสัมพันธ์นี้ จะหมายรวมถึงการบริหารจัดการความสัมพันธ์ของลูกค้า (Customer relationship management) ด้วย

Value Configurations
วิธีการในการจัดสรรทรัพยากรของธุรกิจ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์ บุคลากร เงินทุน รวมถึงกิจกรรมในการดำเนินการต่างๆของธุรกิจที่กำหนดขึ้น ในการสร้างคุณค่าของธุรกิจ สินค้าหรือบริการของธุรกิจให้เป็นที่ยอมรับต่อลูกค้า

Core Capabilities
ความสามารถและปัจจัยสำคัญในการดำเนินการของธุรกิจสำหรับ Business Model ที่ธุรกิจกำหนดขึ้น

Partner Network
เครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับธุรกิจอื่นหรือบุคคลภายนอก ที่จำเป็นในการดำเนินการในการสร้างคุณค่าของธุรกิจ สินค้าหรือบริการอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ผู้ออกแบบ ผู้ผลิตสินค้า ผู้พัฒนาและวิจัย ผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆของสินค้าหรือบริการ เป็นต้น

Commercialize Network
เครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับธุรกิจอื่นหรือบุคคลภายนอก ในการดำเนินการทางการพาณิชย์ของธุรกิจ เช่น Supplier, Dealer, Distributor, Retailer, Creditor เป็นต้น

Cost Structure
โครงสร้างของต้นทุนค่าใช้จ่ายๆต่างๆที่เกิดขึ้นในการดำเนินการของธุรกิจ

Revenue Structure
วิธีการหรือที่มาของรายได้ของธุรกิจ

อย่างไรก็ตามองค์ประกอบโครงสร้าง Business Model จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ อาจมีความแตกต่างออกไปจากที่ระบุไว้นี้ จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเรื่องของ Business Model ยังไม่มีตำราหรือเอกสารที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าในองค์ประกอบต่างๆทั้งหมดของ Business Model ดังกล่าวข้างต้นนี้ ถ้าผู้จัดทำได้มีการวางแผนการคิดหรือการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ก็แทบจะเรียกได้ว่ามีองค์ประกอบหรือข้อมูลสำคัญส่วนใหญ่ของแผนธุรกิจ และองค์ประกอบเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่าแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นนี้ มีประสิทธิภาพหรือเป็นแผนธุรกิจที่ดีเพียงใด
ดังนั้นถ้าผู้เขียนแผนธุรกิจสามารถกำหนด Business Model ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพได้ โดยมีการเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทางด้านเทคนิค เช่น กระบวนการหรือขั้นตอนทางการผลิต ข้อมูลด้านบุคลากร กระบวนการจัดสรรในการลงทุน หรือทรัพยากรต่างๆ และข้อมูลทางด้านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากด้านเศรษฐกิจ เช่น สภาวะตลาด สภาวะอุตสาหกรรม แนวโน้มของตลาด สภาวะการแข่งขัน รวมถึงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการ เช่น ผลกำไรของกิจการ มูลค่าของกิจการ เป็นต้น ซึ่งการพิจารณาหรือเชื่อมโยงส่วนประกอบดังกล่าวอย่างถูกต้อง จะสามารถกำหนดหรือจัดทำเป็นแผนธุรกิจที่ดีและเหมาะสมได้ โดยความสัมพันธ์ของ Business Model ข้อมูลทางด้านเทคนิค และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากด้านเศรษฐกิจนี้ จะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งธุรกิจจะต้องมีการปรับปรุง หรือทำการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามสภาพของธุรกิจของส่วนประกอบหลักนี้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในกระบวนการวางแผนธุรกิจ (Business Planning) และจัดทำเป็นแผนธุรกิจขององค์กรเพื่อดำเนินการต่อไปตามภาพที่ 2


ภาพที่ 2 : กระบวนการพัฒนา Business Model ไปสู่การจัดทำ Business Plan



ภาพที่ 3 : ความสัมพันธ์ของแผนธุรกิจที่มีแนวความคิดของ Business Model เป็นศูนย์กลาง

จากภาพที่ 3 จะเห็นได้ว่าจากการพัฒนา Business Model ซึ่งเป็นแนวความคิดในการวางแผนหลักๆของธุรกิจ ซึ่งยังอาจไม่มีรายละเอียดต่างๆที่ชัดเจน ไปสู่แผนธุรกิจที่มีกรอบและหัวข้อของการรายละเอียดธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น โดยองค์ประกอบหลักๆของโครงสร้างแผนธุรกิจโดยทั่วไป ประกอบด้วยเรื่องของแนวความคิดในการทำธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาดและอุตสาหกรรม การวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆของธุรกิจ เพื่อกำหนดแผนดำเนินการของธุรกิจ อันประกอบด้วยแผนบริหารจัดการ แผนการตลาด แผนการผลิตหรือการบริการ และแผนการเงิน โดยมีภาคผนวกหรือข้อมูลประกอบ โดยทั้งหมดนี้จะมีแนวความคิดของการวางแผนธุรกิจหรือ Business Model เป็นศูนย์กลาง ดังนั้นถ้าธุรกิจหรือผู้จัดทำแผนธุรกิจสามารถพัฒนา Business Model ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถสร้างหรือจัดทำแผนธุรกิจที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

สุดท้ายนี้หวังว่าผู้อ่านคงพอจะมีความเข้าใจในการพัฒนา Business Model ของธุรกิจตนเองไปสู่การจัดทำแผนธุรกิจที่ครบถ้วนสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่กำลังจะมีการจัดทำแผนธุรกิจในการเรียน เพื่อการประกวดแข่งขัน หรือผู้ประกอบการที่ต้องการจัดทำแผนธุรกิจ และสำหรับผู้อ่านที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดจำแผนธุรกิจ สามารถศึกษารายละเอียดย้อนหลังจากบทความที่ผู้เขียนได้เคยเขียนเกี่ยวกับแผนธุรกิจไว้ในคอลัมน์นี้ คือ “10 ข้อพึงระวังสำหรับแผนธุรกิจ” และ “เข้าใจสักนิดก่อนคิดเขียนแผนธุรกิจ” จาก Website ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), www.sme.go.th ก็จะเข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถ Download File คู่มือการเขียนแผนธุรกิจ ที่ผู้เขียนได้เขียนไว้จาก Website ของ สสว.ได้เช่นกัน